หนึ่งในข้อเสียของบุหรี่ไฟฟ้า


เรื่องนี้จริงๆแล้ว มันเป็นเรื่องของการใช้งานอีกด้วย เพราะว่าคนเรานั้นใช้ของ รักษาของไม่เหมือนกัน แล้วก็รวมถึงความระมัดระวังในการใช้อีกด้วย เพราะว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้านั้น มีหลายส่วนที่ต้องการการบำรุงรักษา และก็มีอีกบางส่วนที่เมื่อถึงเวลาไม่ควรใช้แล้วก็ต้องเปลี่ยนเช่นเดียวกัน ดังนั้นการสูบบุหรี่ไฟฟ้าก็ทำให้ต้องมีการบำรุงรักษาอยู่ตลอดเวลา เอาจริงๆแล้ว บุหรี่ไฟฟ้ากับบุหรี่มวนก็มีอะไรเหมือนกันอยู่บ้าง

อย่างแรกนั้นคือตัวน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้านั้นเอง น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้านั้นเป็นสารที่มีอายุการใช้งานด้วย ไม่ใช่ว่าจะเก็บได้ตลอดไป เพราะมันมีสารอยู่หลายอย่างโดยเฉพานิโคติน ที่อยู่ในขวดนั้นมันมีอายุของมันอยู่ ถ้าเกิดเก็บไว้นานจนเกินไป อาจจะเกิดผลลัพธ์หลายอย่างที่ไม่น่าพึงประสงค์ อย่างกลิ่นที่เปลี่ยนไป หรือสูบแล้วแสบคอกว่าปกติ รวมถึงสิ่งที่เราอาจจะไม่เห็นด้วยซ้ำเวลาอยู่ในขวด นั้นก็คือเชื้อรา

การที่เสพเชื้อราเข้าไป บางชนิดอาจทำให้เกิดผลร้ายแรงกับร่างกายก็เป็นได้ จริงๆแล้วในเรื่องนี้อย่างที่บอกไป เรื่องการเสื่อมของสารนิโคติน ในบุหรี่ธรรมดาก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน ถ้าเกิดเก็บไว้นานเกินไป จะสังเกตุได้ว่า ถ้าเอาไปสูบ จะรู้สึกมีรสชาติแปลกๆ นั้นก็เพราะสารนิโคตินในยาสูบนั้นเสื่อมสภาพลงและก็ยังมีเรื่องของเชื้อราที่ขึ้นได้อย่างง่ายดายกว่าน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าเสียอีก ตามความชื้นของตัวมวนและกระดาษมวนก็เป็นเหตุให้มีเชื้อราขึ้นได้ง่าย

ต่อมาก็ในเรื่องของส่วนต่างๆของบุหรี่ไฟฟ้า ที่มีทั้งตัวแท็งค์น้ำยา และตัวคอยล์เผาไหม้น้ำยา ทั้งหมดนั้นก็ต้องมีการล้างและบำรุงรักษาบ้าง สักสองสามอาทิตย์ล้างครั้งหนึ่งก็ได้ แต่ในส่วนของคอยล์นั้น ก็ไม่ควรใช้นานเกิน เพราะการใช้นานๆจะทำให้คอยล์ไหม้ และเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างแน่นอน ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าเกิดเราใช้หัวคอยล์สักพักแล้วรู้สึกได้กลิ่นไหม้ นั้นก็มเป็นสัญญาณแล้วล่ะว่า หัวคอยล์กำลังเริ่มจะไหม้แล้ว ตอนที่ได้กลิ่นไหม้ๆแบบนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ดีต่อร่างกายนัก เพราะฉะนั้นก็ควรจะเปลี่ยนตั้งแต่ที่ได้กลิ่นเริ่มแรงระดับหนึ่ง

การใช้บุหรี่ไฟฟ้านั้นมีความยุ่งยากมากกว่าการสูบบุหรี่มวนมากกว่าสักหน่อย เพราะว่าเป็นเรื่องของเทคโนโลยีด้วยแล้ว ก็ต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ มันต่างกับการดูดบุหรี่มวน ที่ดูดเสร็จก็ทิ้งไป แต่ว่าบุหรี่ไฟฟ้านั้นยังต้องใช้ตัวของมันดูดเป็นหลักอยู่เสมอๆ ดังนั้นนี่คืออุปสรรคที่เพิ่มขึ้นจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ถ้าเกิดว่ารับเรื่องความยุ่งยากในการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ก็ควรจะคิดว่าไม่เหมาะกับตัวเองหรือปล่าว

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  หวยออนไลน์

หวยบนดินจะกลับมา 

คืนความสุขให้คนไทย เพราะหวยบนดินอาจจะกลับมา ว่าแต่รอบที่แล้วถ้ามันดี ทำไมต้องยกเลิกไป 

เมื่อความสุขและความสนุกของคนไทยอยู่ในวันที่ 1 กับ 16 ของทุกเดือน รัฐบาลก็เลยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นหลักไม่ว่าจะเป็นการจำกัดราคาสลากกินแบ่งรัฐบาลให้ไม่เกิน 80 บาท ปรับสลากให้เหลือแค่ใบเดียว รวมถึงการรวมชุดสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อให้คนขาย ขายไม่เกินราคา 

ล่าสุดยุค คสช. อาจจะคืนความสุขให้ประชาชนด้วยสลากแบบใหม่ที่อาจเป็นตัวเลขเหมือนหวยบนดิน หรือเป็นรูปสัตว์คล้าย ๆ น้ำเต้าปูปลาก็เป็นได้ ภายในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 นี้จะมีข้อสรุปว่าสลากแบบใหม่จะเป็นอย่างไร อาจจะมีรางวัลแจ็คพอตเกือบ 100 ล้านบาทมาให้ลุ้นกันด้วย ให้คนซื้อเลขท้าย 2 ถึง 3 ตัวได้ง่ายขึ้น คล้าย ๆ กับหวยบนดินที่เคยมี ข้อดีก็คือ ถูกกฎหมาย ไม่ต้องกลัวเจ้ามือเบี้ยว 

หรือการล็อกเลขไม่ให้ซื้อ ที่สำคัญรายได้เข้ามาที่ภาครัฐ ฝั่งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลออกมาเล่าให้ฟังว่าปัจจุบันคนไทยซื้อหวยใต้ดินกันปีละ 500,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 5 ปีที่แล้วที่อยู่ราว 100,00 ล้านบาทเท่านั้น 

การทำสลากรูปแบบใหม่ หรือว่าหวยบนดินจะทำให้การซื้อหวยใต้ดินลดลงปีละ 50,000 – 100,000 ล้านบาท ส่วนเรื่องรางวัลทางกองสลากบอกว่าจะมีการจ่ายรางวัลสลากรูปแบบใหม่ต้องยังอิงกฎหมายอยู่โดยการจ่ายรางวัลอยู่ที่ 60% ของยอดขายทั้งหมด ดังนั้นถ้าคนถูกเยอะ ๆ รางวัลก็ต้องเฉลี่ยกันไป แต่ถ้าถามว่ารัฐบาลได้อะไรบ้างคือส่วนที่เหลืออีก 40% แบ่งเป็นส่วนที่ 1 เข้ากระทรวงการคลัง 23% ส่วนที่ 2 เข้ากองสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นค่าบริหารจัดการอีก 17% เช่น คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. อนุมัติให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 

ออกสลากกินแบ่งรัฐบาลได้งวดละ 100 ล้านใบ อ้างอิงกับการซื้อสลากกับธนาคารกรุงไทย ราคาจะตกอยู่ที่ใบละ 70 บาท 40 สตางค์ แสดงว่ายอดขายจะได้อยู่ 7,040 ล้านบาทต่องวด หรือเดือนละ 14,080 ล้านบาท ดังนั้นถ้าใช้เงินประมาณ 8,448 ล้านบาทมาจ่ายรางวัลให้ประชาชนส่วนที่เหลือจะเข้ากระทรวงการคลัง 3,238 ล้านบาท และเข้าไปที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลอีก 2,393 ล้านบาท 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยออนไลน์