มะเร็งเต้านมภัยร้ายของผู้หญิง

        ปัจจุบันมีการประชาสัมพันธ์ถึงอันตรายของมะเร็งเต้านมกันอย่างกว้างขวางรวมถึงสอนวิธีการตรวจหามะเร็งเต้านมด้วยตนเองเบื้องต้นด้วย รวมถึงบางหน่วยงานเปิดให้เข้าตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมฟรี เพราะโรคนี้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นอันดับต้นๆเลยทีเดียว   

สำหรับโรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากเนื้อเยื่อภายในเต้านมมีความผิดปกติแล้วเปลี่ยนเป็นเนื้อร้ายกลายเป็นมะเร็งในที่สุด สำหรับโรคมะเร็งเต้านมนั้นสามารถเป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่จะพบมากในผู้หญิง ซึ่งถ้าสามารถตรวจพบได้ในช่วงแรกๆก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ 

          มะเร็งเต้านมแบ่งความรุนแรงออกเป็น 4 ระดับโดยพิจารณาจากการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปหาต่อมน้ำเหลืองหรือกระจายไปอวัยวะอื่นๆ

  • ระดับแรกเป็นระยะ 0-1 ระดับนี้เป็นระดับเริ่มต้นมีอัตราการรอดชีวิตเกือบ 100 % ซึ่งเป็นขั้นต้นของการพบความผิดปกติภายในเต้านม จะมีก้อนเนื้อประมาณ 2 เซนติเมตรอยู่ภายในเต้านม ระยะนี้เราสามารถใช้มือจับเพื่อค้นหาก้อนนี้ได้ เมื่อพบให้รีบรักษากับแพทย์โดยด่วน
  • ระดับที่สอง เป็นระยะที่มีการกระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลือง ก้อนมะเร็งจะมีขนาดใหญ่ขึ้นแต่ไม่เกิน 5 เซนติเมตรถ้าอยู่ในระยะที่ 2 นี้โอกาสรอดชิวิตจะเหลืออยู่ที่ 93%
  • ระดับที่ 3  เป็นระยะที่มะเร็งมีการแพร่กระจายเป็นวงกว้างมีการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองมากขึ้น ซึ่งระยะนี้มีโอกาสรอดที่  72%
  • ระดับที่ 4 ระยะนี้จะเป็นระยะสุดท้ายโอกาสรอดเหลือเพียง 22% โดยระยะนี้มะเร็งจะมีการกระจายเข้าหลอดเลือดไปยังอวัยวะอื่นๆแล้ว เช่น ตับ ปอด หรือสมอง ซึ่งระยะนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แล้ว
  • เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าตัวเองเป็นมะเร็งเต้านมเพราะในช่วงแรกจะไม่มีอาการอะไรให้สังเกตได้ ดังนั้นจึงควรดูแลและตรวจสอบด้วยตัวเองอยู่เสมอด้วยการคลำที่เต้านมถ้าพบก้อนเนื้อและมีอาการอื่นร่วมเช่น หัวนมบุ๋ม หรือมีน้ำเหลืองไหลออกมาจากหัวนมอาจสันนิฐานได้ว่ากำลังเป็นมะเร็งเต้านมระยะแรก ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจคัดกรองอีกครั้งเพื่อที่จะได้รักษาได้ทันที
  • ส่วนสาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านมนั้น ไม่สามารถบอกได้ชัด ซึ่งการรักษามีหลายวิธี ตั้งแต่การผ่าตัด การฉายรังสี การรักษาด้วยฮอร์โมนหรือเคมีบำบัด โดยการรักษาจะขึ้นอยู่กับแพทย์วินิจฉัยว่าจะใช้วิธีไหน บางครั้งอาจใช้หลายวิธีรักษาร่วมกันเนื่องจากเราไม่สามารถรู้สาเหตุของการเกิดโรคนี้ได้อย่างชัดเจนว่าอะไรคือสาเหตุของการเกิดโรค ดังนั้นทางป้องกันที่ดีที่สุดคือควรตรวจคัดครองโรคนี้เป็นประจำ อาจทำได้ด้วยตัวเองด้วยการตรวจและสังเกตเต้านมตัวเอง และควรให้แพทย์ตรวจให้ปีละครั้งอีกรอบ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ซื้อหวยฮานอยออนไลน์

เราเสี่ยงที่จะเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท?

      ในทุกๆวันเราต้องใช่ร่างกายในการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันอย่างมากมาย เคยสังเกตพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตของตัวเองหรือไม่ว่าบางทีเราอาจจะกำลังใช้ร่างกายนี้อย่างหักโหมจนอาจจะลืมไปว่าร่างกายของเราก็มีวันเสื่อมโทรมได้เช่นกัน หลายๆคนเองชอบบ่นว่ามีอาการปวดที่บริเวณหลัง มีอาการชาหลังหรือที่บริเวณขา รู้หรือไม่ว่านั่นอาจเป็นสัญญาณเตือน หรืออาจเป็นที่มาของโรคหนึ่งที่เรียกว่า “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”

       โดยอาการของโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทนั้นเกิดจากการที่เราก้มตัวยกของหนักๆ หรือบิดตัวขณะเล่นกีฬาอย่างรุนแรง ซึ่งจะทำให้หมอนรองกระดูกมีโอกาสจะเคลื่อนไปกดทับที่เส้นประสาทได้ เป็นสาเหตุให้เกิดหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท ผลลัพธ์จากอาการที่เกิดขึ้นคือ มีอาการปวดหลัง ปวดร้าวลงไปที่บริเวณขาจนมีอาการชาร่วมด้วย ถ้าเป็นมากบางคนนั้นก็อาจจะเดินได้ไม่กี่ก้าวแล้วจะรู้สึกมีอาการปวดจนต้องหยุดเดิน 

พฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

  • การยกของหนักด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้องบ่อยๆ การแบกของที่หนักทำให้ต้องใช้กล้ามเนื้อหลังแทนกล้ามเนื้อขาและต้นขาจึงทำให้กระดูกบิดและเคลื่อนได้
  • การเล่นกีฬาด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้อง การเล่นกีฬาโดยใช้ท่าทางที่มีการบิดแรงจนหมอนรองกระดูกฉีกทันทีก็มีอยู่บ้างแต่เกิดขึ้นน้อย และไม่ค่อยได้พบเห็น
  • นั่งทำงานด้วยอิริยาบถที่ไม่ถูกต้องนานๆ การนั่งทำงานในท่าทางเดิมเป็นเวลานานโดยที่ไม่เปลี่ยนอิริยาบถ  การที่นั่งแล้วหลังไม่พิงพนัก นั่งหลังงอ ก้มคอ และทำงานเป็นเวลานานโดยใช้ร่างกายหนัก พักผ่อนน้อย โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป
  • น้ำหนักตัวที่มากเกินไป การที่ปล่อยให้ตัวเองนั้นมีน้ำหนักที่มากจนเกินไป โดยเฉพาะคนที่มีภาวะอ้วนลงพุงนั้นจะส่งผลให้หลังต้องรับน้ำหนักมากเป็นพิเศษ จนทำให้หลังแอ่นและกระดูกสันหลังส่วนล่างจะต้องคอยรับน้ำหนักอยู่ตลอดเวลาทำให้หมอนรองกระดูกมีโอกาสเสื่อมหรือแตกและพลิกได้ง่ายมากกว่าคนที่มีลักษณะรูปร่างผอมนั่นเอง
  • การนอนผิดท่า การนอนคว่ำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นมากจนผิดปกติแล้วยังก่อให้เกิดอาการปวดคอเพิ่มมาอีกด้วย นอกจากนี้การที่นอนขดตัว หรือแม้กระทั่งการนอนหดแขนและขาก็จะทำให้กระดูกสันหลังบิดงอผิดรูปจนเกิดเป็นอาการเจ็บที่กล้ามเนื้อได้ในที่สุด
  • การสูบบุหรี่หนักๆ  ปัจจัยสำคัญของผู้ที่มีการสูบบุหรี่มากๆมีโอกาสเกิดการเสื่อมของหมอนรองกระดูก หรืออาการหมอนรองกระดูกสันหลังพลิกนั้นมีค่อนข้างมาก อันเนื่องมาจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่นั้นทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกหรือกระดูกสันหลังได้ไม่ดีจึงทำให้เสียคุณสมบัติของการยืดหยุ่น ทำให้มีการใช้งานไม่ค่อยดีซึ่งทำให้เกิดเป็นปัญหา
  • ขาดการออกกำลังกาย เมื่อร่างกายไม่ได้รับการบริหารก็จะทำให้กล้ามเนื้อลีบ ฝ่อ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นก็มีโอกาสเกิดการบาดเจ็บต่อหมอนรองกระดูกได้มากขึ้น

การป้องกันการเกิดโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

  1. หลีกเลี่ยงที่จะไม่ยกของหนัก หรือยกของท่าเดิมๆมากเกินไป
  2. ควรปรับเปลี่ยนอิริยาบถในการทำงานทุกๆ 2-3 ชั่วโมง 
  3. หมั่นออกกำลังกาย โดยมีการบริหารร่างกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหลัง และหน้าท้องให้แข็งแรง

        ในส่วนของการรักษานั้นการรักษาหมอนรองกระดูกสันหลังมีอยู่หลายวิธี ทั้งการทานยา ไปจนถึงการทำกายภาพบำบัด การจี้ด้วยคลื่นความถี่ หรือการผ่าตัดสำหรับผู้ที่มีอาการหนัก แต่ในคนไข้แต่ละรายก็จะมีอาการของโรคที่เกิดแตกต่างกันออกไป ดังนั้นทางแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยเองว่าคนไข้แต่ละรายนั้นมีความเหมาะกับการรักษาในรูปแบบใด ถ้าเลือกการรักษาได้ถูกวิธี ก็จะทำคนไข้สามารถหายจากโรคได้

         อย่างไรก็ตามจงพึงตระหนักไว้ว่าคนเราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนหลัง หรือยังไม่มีนวัตกรรมใดที่จะเปลี่ยนกระดูกสันหลังใหม่ให้เราได้ ที่สำคัญวิธีการรักษานั้นก็เป็นเพียงการแก้ไขในส่วนที่เสื่อมสภาพเท่านั้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่เราจะต้องทำความเข้าใจว่าสุขภาพกระดูกสันหลังนับวันมีแต่จะเสื่อมสภาพลง และเราเองก็จะต้องอยู่กับหลังของเรานี้ให้ได้ไปอีกนาน เมื่อทราบอย่างนี้แล้วก็อย่าลืมลองสังเกตพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตของตัวเองกันด้วย อย่าลืมที่จะใส่ใจดูแลสุภาพร่างกายของตัวเองให้มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ

 

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์บาทละ 950

ออกกำลังกายอย่างไรไม่ให้โทรม

การออกกำลังกายตามความรู้เดิมนั้นคือการออกกำลังกายเยอะๆคือเรื่องที่ดีแต่ในปัจจุบันนี้การออกกำลังกายได้มีการคิดค้นวิธีการใหม่ๆขึ้นมาทำให้การออกกำลังกายนั้นมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากเดิม คือการถ้าเราออกกำลังกายมากกว่า1ชม.ต่อหนึ่งครั้งนั้นและออกกำลังกายติดต่อกัน อาจจะทำให้เกิดอาการล้าของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออักเสบและอายุการใช้งานกล้ามเนื้อลดลงได้ด้วย ดังนั้นถ้าหากไม่อยากแก่เร็วก็อาจจะต้องลดความถี่ในการออกกำลังกายลงนิดนึง แต่ยังคงสามารถออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอได้อยู่

การออกกำลังกายอย่างไรไม่ให้ร่างกายเหนื่อยล้าและไม่ให้ร่างกายโทรมมีอยู่3เทคนิคด้วยกัน

รับประทานกาแฟหรือชาครึ่งชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย เพราะในกาแฟและชานั้นมีคาเฟอีนอยู่ ซึ่งตัวคาเฟอีนั้นจะช่วยในการเพิ่มพลังงานให้กับกล้ามเนื้อ สมองและร่างกาย ทำให้เราสามารถออกกำลังกายได้มากขึ้นและเหนื่อยน้อยลงหลังจากการออกกำลังกาย และน้ำตาลในกาแฟหรือชานั้นจะช่วยเป็นพลังงานที่พร้อมจะใช้งานได้เลยในการออกกำลังกายและช่วยทำให้เราไม่เหนื่อยมากด้วย

การออกกำลังกายวันเว้นวัน เมื่อก่อนนั้นเค้าบอกกันว่าถ้าอยากให้ร่างกายและกล้ามเนื้อแข็งแรงนั้นต้องออกกำลังกายทุกๆวันแต่การออกกำลังกายวันเว้นวันนั้นก็เพื่อให้ร่างกายและกล้ามเนื้อได้พักผ่อนนั่นเองหากออกกำลังกายหนักก็สามารถออกวันเว้นสองวันก็ได้ แต่หากเป็นการออกกำลังกายเบาๆ เช่นการจ๊อกกิ้ง ก็สามารถออกวันเว้นวันได้ และหากออกกำลังกายที่เยามากๆ เช่นการออกกำลังกายครั้งละ15-20นาทีนั้นก็สามารถจะออกกำลังกายได้ทุกวันเนื่องจากเป็นการออกกำลังกายที่เบาและใช้เวลาน้อยจึงทำให้กล้ามเนื้ออาจจะไม่ต้องพักได้นั่นเองเพราะไม่มีอาการปวดเมื่อยล้า

การรับประทานอาหารจำพวกที่มีโปรตีนสูง เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากเพราะอาหารโปรตีนสูงนั้นหากทานหลังจากออกกำลังกายไม่เกิน1ชม.จะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซ่อมแซมเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อที่ออกกำลังกายและเกิดการชำรุดขึ้น แหล่งอาหารจากโปรตีนนั้นมีเยอะมากแต่โปรตีนที่ควรรับประทานคือ เวย์โปรตีนสามารถซื้อตามร้านขายยาและขายอาหารเสริมได้และควรเลือกยี่ห้อที่ปลอดภัยมี อย.และมีคำแนะนำ

และควรมีกรดอะมิโนที่ครบ9 อย่างด้วยจะดีมากขอดีคือสามารถชงและรับประทานได้ทันทีเลยนั่นเอง โปรตีนจากสเต๊กตามร้านทั่วไปที่สามารถหาทานได้อย่างรวดเร็วหลังจากที่เราออกกำลังกายเสร็จ โปรตีนจากอกไก่ต้มหรืออกไก่ลวก ในอกไก่นั้นจะมีไขมันค่อนข้างน้อยและมีโปรตีนสูงมากแต่รสชาติอาจจะน่าเบื่อ โปรตีนจากนมจืดแต่ควรเลือกทานเป็นทางเลือกสุดท้ายเพรานมมีไขมันและน้ำตาลซ่อนอยู่ในปริมาณที่ค่อนข้างสูงนั่นเอง หากลองทำทั้งสามเทคนิคแล้วนั้นเชื่อว่าไม่ร่างกายไม่โทรมแน่นอน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยออนไลน์บาทละ 1000

การเปลี่ยนแปลงตัวเอง

เราทุกคนล้วนอยากที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปทางที่ดีขึ้นทั้งนั้น แต่การที่เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ก็อาจจะต้องอาศัยปัจจัยหลายๆอย่าง และการที่เราจะพบจุดเปลี่ยนและทำให้เราสามารถเปลี่ยนตัวเองได้นั้นก็อาจจะต้องเผชิญสิ่งที่ยากลำบากในชีวิตมาก่อนก็ได้ และในปัจจุบันคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นมีอยู่มากมายรอบๆตัว ดังนั้นถ้าหากคนรอบข้างเราทำได้นั้นตัวเราก็สามารถที่จะเปลี่ยนตัวเองได้เช่นกัน

การเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นส่วนมากจะเริ่มรู้สึกตัวและหันมาสนใจและเปลี่ยนแปลงตัวเองในด้านที่ไม่ดีหรือด้านที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นในช่วงที่เข้าสู่วัยรุ่นเพราะเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นนั้นอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมความเป็นอยู่ เช่น เคยอยู่ต่างจังหวัดและต้องย้ายมาอยู่ในเมืองหรือการเปลี่ยนสถานที่เรียนใหม่และทำให้สังคม สังคมเพื่อนเปลี่ยนแปลงไป อาจจะได้เจอเพื่อนใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเองมาก่อนหน้านี้แล้ว

และเราเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีและเราอยากจะเหมือนเพื่อนเหล่านั้นนี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่นนั้นมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างมากมายเลยทีเดียว แต่ในการเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นจะเปลี่ยนไปในทิศทางใดก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจและความอยากจะเป็นของแต่ละบุคคลนั้นนั่นเอง

การเปลี่ยนแปลงตัวเองในด้านร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นสีผิว รูปร่างหน้าตา เป็นต้น ล้วนแต่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่กำลังเป็นวัยรุ่นทั้งนั้น เพราะคนส่วนใหญ่จะรู้ตัวในช่วงวัยนี้นี่เอง และคนส่วนมากในช่วงวัยนี้นั้นจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากมีแรงกระตุ้นรอบตัวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนหรือสังคมเป็นต้น แรงกระตุ้นรอบกายนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้คนคนหนึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีได้นั่นเอง

สิ่งที่นิยมเปลี่ยนแปลงกันนั้นก็คือรูปร่างหน้าตา จากเมื่อก่อนที่เคยอ้วนก็อาจจะมีการลดความอ้วนลงด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งงดอาหารบ้างหรือออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนก็เป็นสิ่งที่สามารถทำให้เปลี่ยนแปลงได้ทั้งนั้นแต่แน่นอนว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีหรือแย่ก็อยู่ที่พฤติกรรมของคนคนนั้นด้วยนั่นเอง ดังนั้นการลดน้ำหนักเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นจะเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะทำให้เรานั้นมีรูปร่างที่ดีและสุขภาพดีด้วยถ้าหากทำด้วยวิธีการที่ถูกต้อง การลดน้ำหนักจึงเป็นสิ่งแรกๆที่คนที่หันมาเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นเริ่มทำ และอันดับต่อมาคือเรื่องสีผิว บางคนที่ขาวอยู่แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงคือขาวเพิ่มขึ้นไปอีก

และสำหรับคนที่มีผิวคล้ำเนื่องจากกรมพันธุ์ที่ไม่ได้ขาวบวกกับตอนเด็กอาจจะมีการเล่นตากแดดที่มากไป ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงตัวเองด้านสีผิวนั้นก็เป็นสิ่งที่คนสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยการดูแลผิวต่าง เช่นการทาครีม ขัดผิวและหลีกเลี่ยงจากแสงแดดเป็นต้น 

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  แทงหวยมาเลย์

โรคมะเร็งปากมดลูกน่ากลัวกว่าที่คุณคิด

สาวๆควรระวังโรคมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูกเกิดที่บริเวณปากมดลูกของผู้หญิง อาการที่บ่งชี้ว่าเป็นโรคนี้คือ การตกขาวที่มากกว่าปกติ การตกขาวที่มีลักษณะคล้ายหนอง เลือดออกจากช่องคลอดผิดปกติโดยที่ไม่เลือดประจำเดือน มีเลือดออกหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือในวัยทองที่มีเลือดหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว โรคนี้จะไม่แสดงอาการในช่วงแรกของการป่วย แต่จะมีอาการเมื่อเซลล์มะเร็งนั้นได้ทำการลุกลามไปแล้ว ทำให้มีอาการอื่นๆที่แทรกซ้อนเข้ามาอย่างเช่น รู้สึกเบื่ออาหาร ไม่อยากทานอาหาร น้ำหนักลดผิดปกติ ปัสสาวะมีเลือดปน ปวดกระดูกตามบริเวณต่างๆของร่างกาย เป็นต้น

ถ้าหากท่านใดที่มีการดังที่กล่าวเหล่านี้ควรจะมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและทำการรักษาต่อไป สาเหตุที่พบมากของการเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกนั้น เกิดจากการติดเชื้อไวรัสHPV โดยเชื้อชนิดนี้จะติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ และสาเหตุอื่นอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในระยะก่อนมะเร็งปากมดลูก มีภูมิคุ้มกันที่ต่ำ การสูบบุหรี่ และการมีลูกหลายคน การเป็นมะเร็วปากมดลูกนั้นเสี่ยงต่อการมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น เพราะถ้าหากมะเร็งได้ทำการลุกลามไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะส่วนอื่นๆในร่างกาย ที่อยู่ใกล้เคียงกับกระดูก ตับ ปอด และสมอง จะส่งผลกระทบให้ระบบการทำงานของอวัยวะภายใน มีอาการเจ็บป่วยแสดงออกมาให้เห็น

หลังจากภาวการณ์เกิดโรคมะเร็งจะมีอาการอย่างไร

ปวดตามร่างกายบริเวณต่างๆ ที่เชื้อมะเร็งได้ลุกลามไปถึง ภาวการณ์มีเลือดออก เช่น การมีเลือดออกมาจากช่องคลอดหรือปะปนออกมาทางปัสสาวะ ช่องมีกลิ่นที่ไม่พึ่งประสงค์ การติดเชื้อภายในช่องคลอด การเกิดลิ่มเลือดที่อาจปิดกั้นทางเดินเลือด เพราะการเกิดช่องว่างทะลุระหว่างเนื้อเยื่ออวัยวะ จะทำให้มีของเหลวไหลออกมาจากช่องคลอดและมีเกิดอาการไตวาย นั้นเป็นเพราะมะเร็งได้แพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เจริญเติบโตไปกีดขวางบริเวณท่อไต

จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ไตไม่ได้สามารถทำงานได้อย่างปกติและเกิดอาการไตวายได้ อาการแทรกซ้อนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนเป็นมะเร็งปากมดลูกเท่านั้น หากแต่หลังการรักษาแล้วก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นเดียววัน

การป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก

สามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีนสำหรับการป้องกันการติดเชื่อไวรัส HPV ที่จะสามารถช่วยป้องกันไวรัสได้เป็นบางสายพันธุ์ รวมถึงสายพันธุ์ที่ความเสี่ยงสูงอย่าง HPV-16 , HPV-18 จะสามารถช่วยลดการติดเชื้อ HPV ด้วยตนเอง และการป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ลดหรืองดการสูบบุหรี่ ควรดูแลสุขภาพ ถึงแม้ว่าจะไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งก็ควรไปพบแพทย์ เมื่อทำการตรวจหาว่าคุณติดเชื้อหรือไม่ เพราะอย่างที่กล่าวไปข้างต้นมะเร็งปากมดลูกจะไม่แสดงอาการในช่วงแรก ถ้าหากว่าคุณพบเจอเร็วจะได้ทำการรักษาได้ทันทีและมีโอกาสที่หายเป็นได้

 

 

สนับสนุนเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพโดย ชุดตรวจ hiv

ปฐมพยาบาลเบื้องต้นแผลจาก การระเบิดของดอกไม้ไฟ ประทัด หรือพลุ


ปฐมพยาบาลเบื้องต้นแผลจาก การระเบิดของดอกไม้ไฟ ประทัด หรือพลุ
ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุในพื้นที่อันตราย เหตุประเทศชาติไม่สงบ มีการใช้ระเบิดต่างๆ หรือเป็นเทศกาลอย่างวันตรุษจีนที่มีการจุดพลุ เทศกาลประเพณีลอยกระทงที่ใช้พลุ หรือจุดดอกไม้เพลิง เรื่องราวพวกนี้อาจจะเป็นผลให้เป็นอันตรายจนได้รับรอยแผลจากระเบิด ประทัด ดอกไม้ไฟ หรือพลุได้ ซึ่งจำต้องได้รับการรักษาพยาบาลเบื้องต้นอย่างทันการ เพื่อลดการรับเชื้อ แล้วก็รักษาได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

แนวทางดูแลรักษาพยาบาลเบื้องต้น
ห้ามเลือดรอบๆ อวัยวะที่ขาด ใช้ผ้าสะอาดปิดแผล แล้วพันรอบๆ เหนือแผลให้แน่นเพื่อป้องกันเลือดไหล ต้องเป็นผ้าแผ่นกว้างๆ ตัวอย่างเช่น ผ้ายืด แต่ไม่สมควรใช้เชือกหรือสายสำหรับรัด ด้วยเหตุว่าจะมีผลให้รัดเส้นประสาทเส้นเลือดเสียได้

ตรวจสอบอาการคนที่บาดเจ็บ ถ้าเกิดเสียเลือดมากให้นอนพัก รีบนำส่งโรงพยาบาล ควรจะงดเว้นอาหารทางปาก จิบน้ำได้เล็กน้อย เนื่องจากบางครั้งอาจจะจำเป็นต้องรับการผ่าตัดด่วน การเก็บรักษาส่วนที่ขาด

เอาสิ่งสกปรกออกมาจากส่วนที่ขาด ล้างน้ำสะอาด ใส่ถุงพลาสติก ปิดปากถุงให้สนิท ใส่เอาไว้ภายในกระติกสำหรับใช้ในการใส่น้ำแข็ง ถุงพลาสติกใหญ่ใส่น้ำแข็ง (อุณหภูมิราวๆ 4 องศาเซลเซียส)

รีบนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร็วที่สุด อวัยวะที่มีกล้ามเนื้อเยอะๆ ตัวอย่างเช่น แขน ขา จำต้องได้รับการผ่าตัดต่อเส้นโลหิตให้เร็วที่สุด ด้านใน 6 ชั่วโมง เนื่องจากว่ากล้ามเนื้อจะตาย ถ้าเกิดทิ้งเอาไว้นานเกิน บริเวณรอบๆ ที่ไม่มีกล้ามเนื้อ ตัวอย่างเช่น นิ้ว สามารถเก็บไว้ได้ 12 – 18 ชั่วโมง ยังสามารถต่อได้

ถ้าหากนำส่งโรงพยาบาลได้ภายใน 2-3 ชั่วโมง สามารถรับนำส่งได้เลย ทางทีมแพทย์สามารถจะตระเตรียมเก็บส่วนที่ขาด เพื่อทำต่อได้

ข้อชี้ชัดสำหรับการผ่าตัดต่อนิ้ว แขน ขา
อวัยวะส่วนที่ขาด จำเป็นต้องยังมีเส้นโลหิต รวมทั้งเยื่อไม่บอบช้ำมากมาย อาทิเช่น ถูกมีดฟัน ถูกเครื่องตัด รวมทั้งการเก็บอวัยวะที่ขาด ถ้าเกิดเป็นนิ้วให้เก็บที่ 4 องศาเซลเซียส ไม่เกิน 12-18 ชั่วโมง ส่วนของแขน ขา ไม่เกิน 6 ชั่วโมง ส่วนของมือ ไม่เกิน 12 ชั่วโมง หากมิได้เก็บให้ถูก จะต้องรีบนำส่ง โรงพยาบาล ด้านใน 2-3 ชั่วโมง

เชื้อโรคในห้องน้ำ หลีกเลี่ยงลดความเสี่ยงยังไง

เชื้อโรคในห้องน้ำ หลีกเลี่ยงลดความเสี่ยงยังไง

หากเป็นห้องน้ำที่บ้าน
1. ควรที่จะหมั่นทำความสะอาดบ่อยๆ อย่างน้อย 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือมากสุดก็คือทุกๆ วัน เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรคต่าง ๆ

2. เพื่อลดการกระเด็นของสิ่งปฏิกูลในโถส้วม ควรที่จะปิดฝาส้วมก่อนกดน้ำ

3. ไม่ยืนบนโถส้วม เพราะอาจเสี่ยงส้วมแตก เกิดบาดแผลได้ และที่สำคัญไม่มีใครทำ เป็นกฎข้อห้ามของการใช้ชักโครกเลยก็ว่าได้

4. ไม่วางแปรงสีฟันไว้ใกล้ ๆ โถส้วม ป้องกันการกระเด็นจากน้ำในโถส้วมเมื่อกดชักโครก และควรทำความสะอาดแปรงสีฟันหลังใช้งานทุกครั้ง รวมถึงเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก ๆ 3 เดือนหรือเร็วกว่านั้นด้วย

5. เปลี่ยนอุปกรณ์ในห้องน้ำ เช่น สายชำระ ฝักบัว ให้เป็นวัสดุที่ทำจากโลหะแทน ช่วยลดการสะสมเชื้อแบคทีเรียได้มากกว่าแบบที่ทำจากพลาสติก

 

สำหรับห้องน้ำสาธารณะ
1. ควรเลือกใช้บริการห้องน้ำที่สะอาด ไม่มีกลิ่นเหม็น หลีกเลี่ยงห้องน้ำที่สกปรก อดทนไปเข้าอีกที่หนึ่งจะดีที่สุด

2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสอุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องน้ำโดยตรง เช่น ลูกบิด กลอนประตู ปุ่มกดชักโครก สามารถใช้ทิชชู่วางก่อนจับได้ และล้างมือทุกครั้งหลังออกจากห้องน้ำ แนะนำให้ล้างด้วยสบู่ทุกครั้งเช่นกัน

3. หลีกเลี่ยงการใช้สายชำระที่ไม่สะอาด หัวสายชำระนี่และที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคมาก เพราะฉะนั้นทิชชู่เช็ดดีที่สุด กลับบ้านจึงรีบล้างทำความสะอาด

4. เลือกใช้สบู่ล้างมือที่มาจากภาชนะที่ปิดสนิท แบบใช้แล้วทิ้ง บรรจุภัณฑ์สะอาด

5. ใช้กระดาษเช็ดมือแบบใช้แล้วทิ้ง มากกว่าผ้าขนหนูเช็ดมือ รวมทั้งเครื่องเป่ามือ

11 สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังขาดวิตามิน

11 สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังขาดวิตามิน

1. ผิวแห้ง หยาบกร้าน
หากคุณรู้สึกว่าผิวของคุณแห้ง และหยาบกร้านขึ้น ถึงแม้ว่าคุณจะบำรุงด้วยครีมแล้วก็ตาม แสดงว่าร่างกายคุณกำลังขาดวิตามินหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น วิตามินเอ ที่ช่วยทำให้เซลล์ผิวหนังแข็งแรงขึ้นและรักษาสภาพเยื่อบุผิว ส่วนวิตามินซีและอี ชวยในเรื่องของการสร้างคอลลาเจน เพื่อบำรุงผิวพรรณ และช่วยรักษาแผลสด

2. นอนไม่หลับ
ร่างกายของคุณอาจมีระดับแมกนีเซียมต่ำ เพราะแมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญ ในการช่วยคลายความเครียด ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ทำให้คุณสามารถนอนหลับได้ง่ายขึ้น

3. อ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดกล้ามเนื้อและข้อ
อาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดกล้ามเนื้อและข้อ เพราะเนื้อเยื่อประสานในร่างกายกำลังผิดปกติ ทำให้เห็นชัดว่าคุณกำลังขาดวิตามินซี ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจนที่เป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อประสาน หากคุณขาดวิตามินซีอย่างรุนแรง อาจทำให้คุณมีเลือดออกตามไรฟัน เข้าสู่ภาวะโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการขาด พบจุดจ้ำเลือดตามผิวหนัง เหงือกร่น และฟันหลุด ร่วมได้

4. กล้ามเนื้อหดเกร็ง ขากระตุก เป็นตะคริวบ่อย ๆ
การที่มีโพแทสเซียมต่ำ อาจทำให้เกิดตะคริวได้ และร่างกายต้องการแคลเซียมในการสร้างกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ อาจหมายความว่าร่างกายมีระดับแคลเซียมที่ลดต่ำลง เพราะแคลเซียมมีส่วนช่วยในการตอบสนองของกล้ามเนื้อและเซลล์ประสาท เมื่อแคลเซียมลดลง จะทำให้เซลล์เหล่านี้ถูกกระตุ้นได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดการหดตัว แข็งเกร็ง และเป็นตะคริวได้

5. เลือดกำเดาไหลได้ง่าย เลือดหยุดไหลยาก
นอกจากเลือดกำเดาไหล หากรุนแรงมากอาจทำให้คุณ มีเลือดออกในทางเดินอาหาร และมีจุดจ้ำเลือดที่บริเวณผิวหนัง ที่เป็นเช่นนี้ เพราะคุณกำลังขาดวิตามินเค ซึ่งมีส่วนช่วยในกระบวนการทำให้เลือดแข็งตัว
6. สิว
นอกจากการล้างหน้าไม่สะอาด การเผชิญมลภาวะ การที่ไม่บำรุงผิว หรือไม่ดูแลผิวหน้าให้ดีจะทำให้เกิดสิวแล้ว การขาด วิตามินเอ หรือ วิตามินดี ก็สามารถทำให้เกิดตุ่มคล้ายสิวขึ้นได้เช่นกัน เพราะวิตามินเอ มีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดสิว ลดจุดด่างดำบนในหน้า และลดการอักเสบของสิวได้
7. ผมร่วง
ภาวะการขาด สังกะสี อาจเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เกิดอาการผมร่วง ผมบาง ได้ เนื่องจากสังกะสี เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต การสร้างเนื้อเยื่อ รวมถึงการแบ่งตัวของเซลล์รากผมด้วย

8. โรคปากนกกระจอก
โรคปากนกกระจอก เป็นโรคที่สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย และสามารถหายได้เองภายในระยะเวลาสั้น ๆ แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำอีกได้ โดยผู้ที่เป็นโรคนี้ สาเหตุของโรค คือ กำลังอยู่ในภาวะขาดวิตามินบี โดยเฉพาะ วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 และ วิตามินบี 12 รวมถึงการขาดแร่ธาตุสังกะสี และธาตุเหล็ก ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง มีภูมิต้านทานต่ำ

9. ปวดชาบริเวณปลายมือ และ เท้า
ร่างกายขาดวิตามิน บี 1 วิตามินบี 6 และวิตามิน บี 12 มักจะทำให้เกิดอาการปวดชาบริเวณปลายมือปลายเท้า โดยวิตามินบี 1 และวิตามินบี 6 ช่วยสร้างสารสื่อประสาท และการส่งสัญญาณประสาท ส่วนวิตามินบี 12 นั้น เกี่ยวข้องกับการสร้างเยื่อไมอิลิน ที่ทำหน้าที่ช่วยส่งสัญญาณกระแสประสาท การขาดวิตามินเหล่านี้ จึงจะทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติ ปวด หรือชาบริเวณเส้นประสาทรอบนอก หรือปลายมือปลายเท้าได้

10. เล็บเปราะ
เมื่อร่างกายของคุณมีธาตุเหล็กต่ำ ร่างกายบางส่วนจะเริ่มแสดงความอ่อนแอ ออกมาในรูปแบบของเล็บที่เปราะ ผู้ที่เสี่ยงมีธาตุเหล็กในร่างกายต่ำ คือ ผู้หญิงที่มีอาการประจำเดือนมามากผิดปกติ และ ผู้ที่ทานมังสาวิรัต เพราะร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กที่มากับเนื้อสัตว์ได้ดีที่สุด ดังนั้นจึงนิยมทานผัก เช่น ผักโขม หรือถั่วลูกไก่ ร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กเข้าสู่ร่างกาย

11. กระดูกเปราะ กระดูกหักง่าย
ร่างกายขาดแคลเซียม เพราะเมื่ออายุ 30 ปี ไปแล้ว ร่างกายของเราจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการดูดซึมแคลเซียมไป ทำให้อาจมีความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกบาง ภาวะกระดูกพรุน และกระดูกหัก เนื่องจากมวลกระดูกลดลงนั่นเอง

วิธีรักษาโรคไต การผ่าตัด และวิธีดูแลตัวเอง

หากคุณกำลังป่วยเป็นโรคไต และกำลังกังวลมาก อย่าพึ่งคิดมากเลยค่ะ เพราะวันนี้เรามีคำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาโรคไต การผ่าตัด และวิธีรักษา อย่ารอช้าเลยค่ะ เราไปดูกันเลยดีกว่า

วิธีรักษาโรคไต

สำหรับการรักษาในวงการแพทย์เรามีวิธีการรักษาผู้ป่วยไตวาย ให้มีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ วิธีรักษาโรคไตวายเรื้อรังมี 3 วิธี ได้แก่

  • การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
  • การล้างช่องท้องด้วยน้ำยา
  • การผ่าตัดเปลี่ยนไต ซึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนไตเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุด

เมื่อไรถึงควรผ่าตัดเปลี่ยนไต?
วิธีการรักษาไต หนึ่งในวิธีที่ต้องทำเลย คือ การผ่าตัดเปลี่ยนไต ซึ่งในอาการของระยะแรกที่แสดงว่าไตของเรากำลังจะเข้าสู่สภาวะเริ่มเสื่อม ในระยะนี้จะไม่มีอาการให้เรารู้ หรือเห็นถึงความผิดปกติ ทั้งนี้ผู้ป่วยจะไม่เคยรู้หรือไม่รู้สึกว่าตัวเองมีความผิดปกติเกิดขึ้น เพราะส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มรู้ตัวแล้วไปตรวจหรือจะเกิดอาการก็ต่อเมื่อไตเสื่อมไปแล้วกว่า 80% คราวนี้เมื่อถึงระยะนี้แล้ว วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นการผ่าตัดเปลี่ยนไต เพราะจะสามารถทดแทนไตเดิมได้เหมือนปกติ โดยระดับของไตที่เสื่อมลง สามารถวัดได้จากการตรวจของแพทย์เท่านั้น

วิธีผ่าตัดเปลี่ยนไต
การผ่าตัดเปลี่ยนไตทำได้ 2 วิธี คือ

  1. การผ่าตัดเปลี่ยนไตโดยไตที่ได้จะมาจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตสมองตาย ซึ่งขณะที่ผู้เสียชีวิตยังมีชีวิตอยู่ได้ได้ทำการยื่นแสดงความจำนงที่จะต้องการบริจาคอวัยวะให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทยไว้ หรืออีกหนึ่งกรณี คือ ถึงแม้ผู้เสียชีวิตไม่ได้เคยยื่นแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะมาก่อน แต่ถ้าครอบครัวเห็นสมควรและมีความต้องการที่จะบริจาคอวัยวะของผู้เสียชีวิต ก็สามารถยื่นแสดงความจำนงต่อศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย แทนผู้เสียชีวิตได้
  2. การผ่าตัดเปลี่ยนไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิต โดยได้ไตมาจากความเต็มใจของญาติพี่น้องร่วมสายโลหิต หรือจากคู่สมรส กรณีที่เป็นผู้บริจาคไตที่เป็นญาติพี่น้อง กฎหมายของประเทศไทยกำหนดว่าต้องมีการพิสูจน์ความสัมพันธ์กันทางสายเลือดก่อน ส่วนคู่สมรสที่จะบริจาคไตให้กันได้ ต้องจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายมาอย่างน้อย 3 ปี หรือต้องมีบุตรด้วยกันที่สามารถตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ของคู่สมรสได้

วิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโรคไตวาย

  • ต้องพยายามควบคุมอาการของโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง อ้วน ให้ร่างกายอยู่ในภาวะปกติโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นควบคุมทางอาหารการกิน หรือพฤติกรรมต่างๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการควบคุม
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ห้ามรับประทานอาหารที่อาจจะส่งผล หรือเสี่ยงที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการของโรค หรือเสี่ยงที่จะเป็นโรคไต
  • ลดอาหารที่มีไขมันสูง ลดอาหารจำพวกแป้ง ลดอาหารเค็มจัด
  • ทานผักผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อเสริมวิตามินต่างๆ ให้แก่ร่างกาย
  • เลือกรับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว
  • ทานเนื้อปลา
  • ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์มาตรฐาน
  • งดสูบบุหรี่และงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ตรวจเช็คร่างกาย ตรวจเบาหวาน ความดัน รวมถึงไขมันในเลือด

ทั้งนี้เราควรที่จะรู้เพื่อให้เข้าใจและเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาสุขภาพให้มากๆ รวมถึงต้องมีการป้องกันและการตรวจสุขภาพเพื่อรู้ให้เท่าทันสุขภาพของเราไว้แต่เนิ่นๆ อย่างสม่ำเสมอ ก็จะเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายได้อย่างดี

“ไมโครพลาสติก” ในน้ำดื่ม มีความเสี่ยงมากแค่ไหน

องค์การอนามัยโลกหรือ WHO (World Health Organization) จัดทำรายงานชิ้นแรกที่เกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพจากมวลพลาสติกขนาดเล็ก หรือไมโครพลาสติก ซึ่งถูกพบได้ตามแม่น้ำ ทะเลสาบ แหล่งน้ำทิ้ง หรือแม้กระทั่งในน้ำดื่มของมนุษย์

ผลการวิจัยพบว่า หากมนุษย์ดื่มน้ำที่มีมวลพลาสติกขนาดเล็กเข้าไป อันตรายที่มีต่อสุขภาพจะอยู่ในระดับต่ำ

บรูซ กอร์ดอน ผู้ประสานงานแห่งฝ่าย Water, Sanitation and Health ขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า เมื่อร่างกายรับไมโครพลาสติกเข้าสู่ระบบย่อยอาหาร ส่วนใหญ่ของมวลพลาสติกเหล่านั้นจะไม่ถูกดูดซึมสู่ร่างกายมนุษย์

เขากล่าวว่า มวลพลาสติกขนาดจิ๋วในน้ำจากขวดน้ำดื่ม จะถูกพบมากกว่าในน้ำประปาเล็กน้อย และบางส่วนที่พบในน้ำขวดมาจากฝาปิด และจากกระบวนการผลิตขวด

การศึกษาชิ้นนี้ระบุด้วยว่า หากกระบวนการบำบัดน้ำเสียทำได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดปริมาณไมโครพลาสติกลงได้อย่างมาก

เจนนิเฟอร์ เดอ ฟร็องซ์ ผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า ประชากรจำนวนมากในโลกไม่สามารถเข้าถึงระบบบำบัดน้ำเสียที่มีคุณภาพดีพอ เธอกล่าวว่า ทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์จากการที่มีระบบบำบัดน้ำเสียที่ดี และหากสามารถลดปริมาณมวลสารขนาดเล็กได้ ก็จะมีส่วนช่วยลดเชื้อโรคขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ด้วย

องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ควรมีการศึกษามากขึ้นถึงผลกระทบจากมวลพลาสติกขนาดเล็กต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

WHO แนะนำตามข้อมูลปัจจุบันว่า ควรมีการกำจัดหรือลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กและสารเคมีที่สร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่นเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของ โรคท้องร่วง