วิธีรักษาโรคไต การผ่าตัด และวิธีดูแลตัวเอง

หากคุณกำลังป่วยเป็นโรคไต และกำลังกังวลมาก อย่าพึ่งคิดมากเลยค่ะ เพราะวันนี้เรามีคำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาโรคไต การผ่าตัด และวิธีรักษา อย่ารอช้าเลยค่ะ เราไปดูกันเลยดีกว่า

วิธีรักษาโรคไต

สำหรับการรักษาในวงการแพทย์เรามีวิธีการรักษาผู้ป่วยไตวาย ให้มีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ วิธีรักษาโรคไตวายเรื้อรังมี 3 วิธี ได้แก่

  • การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
  • การล้างช่องท้องด้วยน้ำยา
  • การผ่าตัดเปลี่ยนไต ซึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนไตเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุด

เมื่อไรถึงควรผ่าตัดเปลี่ยนไต?
วิธีการรักษาไต หนึ่งในวิธีที่ต้องทำเลย คือ การผ่าตัดเปลี่ยนไต ซึ่งในอาการของระยะแรกที่แสดงว่าไตของเรากำลังจะเข้าสู่สภาวะเริ่มเสื่อม ในระยะนี้จะไม่มีอาการให้เรารู้ หรือเห็นถึงความผิดปกติ ทั้งนี้ผู้ป่วยจะไม่เคยรู้หรือไม่รู้สึกว่าตัวเองมีความผิดปกติเกิดขึ้น เพราะส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มรู้ตัวแล้วไปตรวจหรือจะเกิดอาการก็ต่อเมื่อไตเสื่อมไปแล้วกว่า 80% คราวนี้เมื่อถึงระยะนี้แล้ว วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นการผ่าตัดเปลี่ยนไต เพราะจะสามารถทดแทนไตเดิมได้เหมือนปกติ โดยระดับของไตที่เสื่อมลง สามารถวัดได้จากการตรวจของแพทย์เท่านั้น

วิธีผ่าตัดเปลี่ยนไต
การผ่าตัดเปลี่ยนไตทำได้ 2 วิธี คือ

  1. การผ่าตัดเปลี่ยนไตโดยไตที่ได้จะมาจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตสมองตาย ซึ่งขณะที่ผู้เสียชีวิตยังมีชีวิตอยู่ได้ได้ทำการยื่นแสดงความจำนงที่จะต้องการบริจาคอวัยวะให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทยไว้ หรืออีกหนึ่งกรณี คือ ถึงแม้ผู้เสียชีวิตไม่ได้เคยยื่นแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะมาก่อน แต่ถ้าครอบครัวเห็นสมควรและมีความต้องการที่จะบริจาคอวัยวะของผู้เสียชีวิต ก็สามารถยื่นแสดงความจำนงต่อศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย แทนผู้เสียชีวิตได้
  2. การผ่าตัดเปลี่ยนไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิต โดยได้ไตมาจากความเต็มใจของญาติพี่น้องร่วมสายโลหิต หรือจากคู่สมรส กรณีที่เป็นผู้บริจาคไตที่เป็นญาติพี่น้อง กฎหมายของประเทศไทยกำหนดว่าต้องมีการพิสูจน์ความสัมพันธ์กันทางสายเลือดก่อน ส่วนคู่สมรสที่จะบริจาคไตให้กันได้ ต้องจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายมาอย่างน้อย 3 ปี หรือต้องมีบุตรด้วยกันที่สามารถตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ของคู่สมรสได้

วิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโรคไตวาย

  • ต้องพยายามควบคุมอาการของโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง อ้วน ให้ร่างกายอยู่ในภาวะปกติโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นควบคุมทางอาหารการกิน หรือพฤติกรรมต่างๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการควบคุม
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ห้ามรับประทานอาหารที่อาจจะส่งผล หรือเสี่ยงที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการของโรค หรือเสี่ยงที่จะเป็นโรคไต
  • ลดอาหารที่มีไขมันสูง ลดอาหารจำพวกแป้ง ลดอาหารเค็มจัด
  • ทานผักผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อเสริมวิตามินต่างๆ ให้แก่ร่างกาย
  • เลือกรับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว
  • ทานเนื้อปลา
  • ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์มาตรฐาน
  • งดสูบบุหรี่และงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ตรวจเช็คร่างกาย ตรวจเบาหวาน ความดัน รวมถึงไขมันในเลือด

ทั้งนี้เราควรที่จะรู้เพื่อให้เข้าใจและเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาสุขภาพให้มากๆ รวมถึงต้องมีการป้องกันและการตรวจสุขภาพเพื่อรู้ให้เท่าทันสุขภาพของเราไว้แต่เนิ่นๆ อย่างสม่ำเสมอ ก็จะเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายได้อย่างดี

“ไมโครพลาสติก” ในน้ำดื่ม มีความเสี่ยงมากแค่ไหน

องค์การอนามัยโลกหรือ WHO (World Health Organization) จัดทำรายงานชิ้นแรกที่เกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพจากมวลพลาสติกขนาดเล็ก หรือไมโครพลาสติก ซึ่งถูกพบได้ตามแม่น้ำ ทะเลสาบ แหล่งน้ำทิ้ง หรือแม้กระทั่งในน้ำดื่มของมนุษย์

ผลการวิจัยพบว่า หากมนุษย์ดื่มน้ำที่มีมวลพลาสติกขนาดเล็กเข้าไป อันตรายที่มีต่อสุขภาพจะอยู่ในระดับต่ำ

บรูซ กอร์ดอน ผู้ประสานงานแห่งฝ่าย Water, Sanitation and Health ขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า เมื่อร่างกายรับไมโครพลาสติกเข้าสู่ระบบย่อยอาหาร ส่วนใหญ่ของมวลพลาสติกเหล่านั้นจะไม่ถูกดูดซึมสู่ร่างกายมนุษย์

เขากล่าวว่า มวลพลาสติกขนาดจิ๋วในน้ำจากขวดน้ำดื่ม จะถูกพบมากกว่าในน้ำประปาเล็กน้อย และบางส่วนที่พบในน้ำขวดมาจากฝาปิด และจากกระบวนการผลิตขวด

การศึกษาชิ้นนี้ระบุด้วยว่า หากกระบวนการบำบัดน้ำเสียทำได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดปริมาณไมโครพลาสติกลงได้อย่างมาก

เจนนิเฟอร์ เดอ ฟร็องซ์ ผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า ประชากรจำนวนมากในโลกไม่สามารถเข้าถึงระบบบำบัดน้ำเสียที่มีคุณภาพดีพอ เธอกล่าวว่า ทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์จากการที่มีระบบบำบัดน้ำเสียที่ดี และหากสามารถลดปริมาณมวลสารขนาดเล็กได้ ก็จะมีส่วนช่วยลดเชื้อโรคขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ด้วย

องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ควรมีการศึกษามากขึ้นถึงผลกระทบจากมวลพลาสติกขนาดเล็กต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

WHO แนะนำตามข้อมูลปัจจุบันว่า ควรมีการกำจัดหรือลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กและสารเคมีที่สร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่นเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของ โรคท้องร่วง

รู้จักตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

ตับอ่อนเป็นอวัยวะที่อยู่ด้านหลังกระเพาะอาหารใกล้กับลำไส้เล็กส่วนต้น มีหน้าที่ช่วยย่อยอาหารและคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งหนึ่งในโรคเกี่ยวกับตับอ่อนที่เปรียบเสมือนภัยเงียบรอวันแสดงอาการ แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้คือ ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โดยพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงและมีความรุนแรงแตกต่างกันออกไป สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การรักษาโดยเร็วที่สุดและดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรค

รู้จักตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน (acute pancreatitis) คือ ภาวะที่ตับอ่อนเกิดการอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน โดยเป็นการอักเสบที่บริเวณเซลล์ของตับอ่อน เกิดขึ้นจากการที่น้ำย่อยในตับอ่อนไหลผ่านท่อของตับอ่อนไม่ได้ ทำให้น้ำย่อยย่อยเนื้อเยื่อตับอ่อนแทนจึงทำให้เกิดการอักเสบขึ้น โดยจะเป็นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ปกติอาการจะดีขึ้นหลังเข้ารับการรักษากับแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญใน 1 – 2 สัปดาห์ แต่ในกรณีที่รุนแรงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาได้

อาการบอกโรค
อาการที่บ่งบอกว่าเป็นตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่

  • ปวดบริเวณกลางหน้าท้องรุนแรงและเฉียบพลัน
  • ปวดนานตั้งแต่ 10 นาทีจนถึงชั่วโมง
  • ปวดร้าวลงไปบริเวณกลางหลัง
  • คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง
  • มีไข้ ทั้งไข้สูงและต่ำ
  • กดแล้วเจ็บท้อง แต่ท้องไม่แข็ง
  • หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว
  • ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

ตัวการของโรค
สาเหตุหลักของโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่

  • การดื่มแอลกอฮอล์ ปริมาณมาก ติดต่อกันนาน ส่วนใหญ่ดื่มมากกว่า 50 กรัมต่อวัน ไม่น้อยกว่า 5 ปี พบมากถึง 25 – 35%
  • นิ่วในถุงน้ำดี (gallstone) พบมากถึง 40 – 70% มักเกิดจากนิ่วที่หลุดออกมาจากถุงน้ำดีและมีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร
  • สาเหตุอื่น ๆ เช่น ระดับแคลเซียมในเลือดสูง ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ยาชนิดต่าง ๆ เนื้องอกตับอ่อน โรคตับอ่อนที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

ประเภทตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  • ตับอ่อนอักเสบบวมน้ำ (interstitial edematous pancreatitis) พบมากในผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โดยเนื้อตับอ่อนจะบวม มีการสะสมของสารน้ำรอบตับอ่อน
  • ตับอ่อนอักเสบที่มีเนื้อตาย (necrotizing pancreatitis) พบได้ประมาณ 5 – 10% โดยมีเนื้อตายของตับอ่อนจากการที่เลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอและมีเนื้อตายรอบตับอ่อน ส่วนใหญ่จะเกิดร่วมกัน แต่อาจเกิดลักษณะใดลักษณะหนึ่งได้แต่ค่อนข้างน้อย

ความรุนแรงของโรค
โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน สามารถแบ่งตามความรุนแรงของโรคได้ดังนี้

  • ตับอ่อนอักเสบเล็กน้อย (mild acute pancreatitis) ในกลุ่มนี้ไม่มีภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่ (local complication) และภาวะแทรกซ้อนที่เป็นระบบ (systemic complication)
  • ตับอ่อนอักเสบรุนแรงปานกลาง (moderately severe acute pancreatitis) หมายถึง การมีภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่ (local complication) และภาวะแทรกซ้อนที่เป็นระบบ (systemic complication) ที่มีภาวะการทำงานของอวัยวะล้มเหลว (organ failure) ที่มีอาการดีขึ้นใน 48 ชั่วโมง
  • ตับอ่อนอักเสบรุนแรงมาก (severe acute pancreatitis) หมายถึง การมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นระบบ (systemic complication) ที่มีภาวะการทำงานของอวัยวะล้มเหลว (organ failure) ที่มีอาการมากกว่า 48 ชั่วโมง

การตรวจวินิจฉัย
การตรวจวินิจฉัยตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันสามารถทำได้โดย

  • ซักประวัติ
  • ตรวจร่างกายโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ
  • ตรวจทางห้องปฏิบัติการทั่วไป เช่น ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจการทำงานของตับ ตรวจระดับน้ำตาล ตรวจระดับแคลเซียม ตรวจไตรกลีเซอไรด์
  • เจาะเลือดตรวจหาเอนไซม์อะไมเลส (amylase) และไลเปส (lipase) โดยตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันจะพบเอนไซม์อะไมเลสที่มีค่าสูงขึ้นภายใน 6 – 12 ชั่วโมง ส่วนค่าของไลเปสในเลือดจะสูงขึ้นตั้งแต่วันแรกของการอักเสบ
  • การอัลตราซาวนด์ (ultrasound)
  • ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
  • การส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (ERCP)

การรักษาตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันมักมีความรุนแรงเล็กน้อยจึงมักหายได้หลังการรักษากับแพทย์เฉพาะทางภายใน 1 – 2 สัปดาห์ มีเพียงส่วนน้อยที่อยู่ในระดับที่รุนแรงปานกลางและรุนแรงมาก ซึ่งแพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาตามความเหมาะสม

โดยการรักษามีหลายวิธี ได้แก่

  • การให้ยาแก้ปวดแบบที่ไม่ใช่มอร์ฟีน
  • การใส่สายยางเข้าเส้นเลือดดำเพื่อประเมินน้ำในร่างกาย
  • ลดการทำงานของตับอ่อน ด้วยการงดน้ำ งดอาหาร ดูดน้ำย่อยกระเพาะอาหารออก การให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ (ถ้ามีความรุนแรงเล็กน้อยอาจให้ทานอาหารทางปากได้บ้างเมื่ออาการปวดท้องทุเลาลง)
  • การป้องกันภาวะแทรกซ้อนหรือรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรง แพทย์จะต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด
  • การผ่าตัดผ่านกล้องนิ่วในถุงนํ้าดี มีเพียงส่วนน้อย ซึ่งมาจากโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันที่มีสาเหตุจากนิ่วในถุงน้ำดี
  • การผ่าตัดตับอ่อน ในกรณีที่ผู้ป่วยอาการหนักร่วมกับมีภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่ เช่น มีเนื้อตายหรือมีการติดเชื้อร่วมด้วย ถ้ารักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น อาจต้องทำการใส่ท่อระบายบริเวณที่มีปัญหาและถ้ายังไม่ดีขึ้นอาจต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อเอาเนื้อตายของบริเวณตับอ่อนออก (pancreatic necrosectomy)

ป้องกันได้แค่ใส่ใจตับอ่อน
การป้องกันโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันทำได้โดยการดูแลตับอ่อนให้แข็งแรง งดดื่มแอลกอฮอล์ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากมีนิ่วในถุงน้ำดีควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการรักษาที่ถูกต้องโดยเร็วที่สุด

check!! อาการเนื้องอกในมดลูก

เนื้องอกในมดลูกปัจจุบันในทางการแพทย์นั้นยังไม่พบสาเหตุที่แท้จริง แต่พบว่ามีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งสร้างในรังไข่ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมหญิงวัยเจริญพันธุ์จึงมีอัตราการเกิดเนื้องอกในมดลูกสูง และเนื้องอกมักจะฝ่อตัวเล็กลงหลังจากเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน

อาการของเนื้องอกในมดลูก

-ประจำเดือนมามากกว่าปกติ หรือมานานกว่า 1 สัปดาห์

เป็นอาการที่พบในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ปวดกระปริดกะปรอย ปวดหน่วงๆ ปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรัง

-รู้สึกแน่นหรือปวดบริเวณท้องน้อย

ในกรณีที่เนื้องอกในมดลูกมีขนาดใหญ่ ผู้ป่วยอาจรู้สึกอึดอัด แน่นท้อง ไม่สบายท้อง ท้องบวม หรือท้องน้อยมีขนาดโตขึ้น

ท้องโตขึ้น (โดยเฉพาะที่บริเวณท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกราน) และในบางรายอาจมีอาการปวดหลังร่วมด้วย

-ปัสสาวะบ่อย หรือปัสสาวะลำบาก

เป็นอาการที่เกิดในระบบทางเดินปัสสาวะและระบบทางเดินอาหาร โดยมีมดลูกยื่นมากดทับส่งให้ปัสสาวะบ่อย

-รู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์

-ปวดหลัง หรือปวดขา

คนทั่วไปเรียกว่าปวดร้าวไปหลัง เอว ก้นกบ ปวดลงขา เป็นต้น

-ท้องผูก

อาจมีอาการท้องผูกเรื้อรังเนื่องจากเนื้องอกมดลูกไปกดเบียดบริเวณทวารหนัก

-เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ คลอดบุตร หรือมีความเสี่ยงที่ทำให้ต้องผ่าคลอด

-มีบุตรยาก แต่มักเกิดขึ้นได้น้อย

คนที่มีภาวะมีบุตรยากแล้วไปตรวจหาสาเหตุ ก็อาจพบว่ามีเนื้องอกในมดลูกได้

หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวควรเข้าพบแพทย์ โดยที่ส่วนใหญ่แล้วเนื้องอกในมดลูกไม่ใช่โรคร้ายแรงที่พัฒนาจนเป็นมะเร็งซึ่งโรคนี้สามารถทำการรักษาได้และยังสามารถผ่าตัดแบบธรรมดาหรือใช้เทคนิคการผ่าตัดแบบใหม่ที่ได้ผลดีกว่าเดิม คือการผ่าตัดผ่านกล้อง

อาหารไม่ย่อยต้องระวัง วิธีป้องกันอาหารไม่ย่อย

ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องใส่ใจสุขภาพเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน เพราะอาจส่งผลทำให้เกิดอาการ “อาหารไม่ย่อย” เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นในทั้งขณะที่เรากำลังทานอาหารหรือหลังทานอาหาร สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย พบมากในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ เมื่อเกิดอาการจะรู้สึกไม่สบายท้องตรงบริเวณยอดดอกหรือใต้ลิ้นปี่ มีอาการปวดท้อง แน่นท้อง จุกเสียด หรือมีอาการแสบร้อนกลางอก โดยอาการนี้สามารถเกิดขึ้นและหายได้เอง วันนี้ Ged Good Life ก็มีเคล็ดลับดีๆ ในการป้องกันอาหารไม่ย่อยมาฝากกัน

  1. เลี่ยงได้จะดีมาก! อาหารที่มีไขมันสูง เช่น อาหารทอด และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารสำเร็จรูป
  2. รับประทานอาหารให้ตรงเวลาในแต่ละมื้อ งดอาหารมื้อใหญ่ช่วงดึก
  3. ห้ามอิ่มปุ๊ปหลับปั๊ป! หลังทานอาหารควรรอย่อยก่อน 3 ชั่วโมงก่อน ค่อยเข้านอน
  4. ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด อย่ารีบกิน อย่ากินปริมาณมากเกินไป เลือกทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม
  5. งดสูบบุหรี่ ดื่มน้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของโซดา
  6. เครียดให้น้อยลง ลองหากิจกรรมทำให้ผ่อนคลาย เช่น ท่องเที่ยว ดูหนังฟังเพลง ทำสมาธิ ฯลฯ และพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด
  7. ควรออกกำลังกายเป็นประจำ เลี่ยงภาวะอ้วนลงพุง

รู้แล้ว อย่าทำ พฤติกรรมทำร้ายสุขภาพ

ในปัจจุบันถึงแม่ว่าจะมีคนให้ความสนใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น แต่ก็ยังมีอัตราการเกิดโรคมากขึ้นเช่นกัน เพราะว่าหลาย ๆ คนเผลอทำพฤติกรรมที่ทำร้ายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว มาลองดูกันว่าพฤติกรรมเหล่านี้ เป็นพฤติกรรมที่คุณเผลอทำกันหรือไม่

หูเสื่อมไม่รู้ตัว

  • – ใส่หูฟังเปิดเพลงเสียงดังเกิน 80 เดซิเบล
  • – แคะหูบ่อย ขาดขี้หูซึ่งช่วยป้องกันสิ่งแปลกปลอม
  • – ดำน้ำบ่อยเกินไป ความดันหูไม่สมดุล
  • – เที่ยวในสถานที่เสียงในสถานที่เสียงดังเกิน 100-120 เดซิเบล
  • – ติดกินเค็มจัด ท่อน้ำในหูชั้นในโป่งและแตก

เลี่ยงต้นเหตุโรคกระเพาะอาหาร

  • – ไม่ทานอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด
  • – งดเหล้า เบียร์ ยาดอง
  • – ละเว้นน้ำชา กาแฟ
  • – งดสูบบุหรี่
  • – นอนไม่พอ
  • – กินไม่ตรงเวลา

พฤติกรรมทำลายกระดูก

  • – นั่งไขว่ห้าง
  • – นั่งหลังงอ หลังค่อม
  • – ยืนพักขาลงน้ำหนักที่ขาข้างเดียว
  • – ใส่ส้นสูงเกินนิ้วครึ่ง
  • – นิ้วของหนักด้วยนิ้ว
  • – นั่งกอดอก
  • – นั่งเก้าอี้ไม่เต็มก้น
  • – ยืนแอ่นพุง

พฤติกรรมเหล่านี้ ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ทำร้ายสุขภาพของเราให้แย่ลง เพราะฉะนั้นหากคุณอยากมีสุขภาพดี ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้ เพื่อสุขภาพที่ดี