เชื้อโรคในห้องน้ำ หลีกเลี่ยงลดความเสี่ยงยังไง

เชื้อโรคในห้องน้ำ หลีกเลี่ยงลดความเสี่ยงยังไง

หากเป็นห้องน้ำที่บ้าน
1. ควรที่จะหมั่นทำความสะอาดบ่อยๆ อย่างน้อย 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือมากสุดก็คือทุกๆ วัน เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรคต่าง ๆ

2. เพื่อลดการกระเด็นของสิ่งปฏิกูลในโถส้วม ควรที่จะปิดฝาส้วมก่อนกดน้ำ

3. ไม่ยืนบนโถส้วม เพราะอาจเสี่ยงส้วมแตก เกิดบาดแผลได้ และที่สำคัญไม่มีใครทำ เป็นกฎข้อห้ามของการใช้ชักโครกเลยก็ว่าได้

4. ไม่วางแปรงสีฟันไว้ใกล้ ๆ โถส้วม ป้องกันการกระเด็นจากน้ำในโถส้วมเมื่อกดชักโครก และควรทำความสะอาดแปรงสีฟันหลังใช้งานทุกครั้ง รวมถึงเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก ๆ 3 เดือนหรือเร็วกว่านั้นด้วย

5. เปลี่ยนอุปกรณ์ในห้องน้ำ เช่น สายชำระ ฝักบัว ให้เป็นวัสดุที่ทำจากโลหะแทน ช่วยลดการสะสมเชื้อแบคทีเรียได้มากกว่าแบบที่ทำจากพลาสติก

 

สำหรับห้องน้ำสาธารณะ
1. ควรเลือกใช้บริการห้องน้ำที่สะอาด ไม่มีกลิ่นเหม็น หลีกเลี่ยงห้องน้ำที่สกปรก อดทนไปเข้าอีกที่หนึ่งจะดีที่สุด

2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสอุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องน้ำโดยตรง เช่น ลูกบิด กลอนประตู ปุ่มกดชักโครก สามารถใช้ทิชชู่วางก่อนจับได้ และล้างมือทุกครั้งหลังออกจากห้องน้ำ แนะนำให้ล้างด้วยสบู่ทุกครั้งเช่นกัน

3. หลีกเลี่ยงการใช้สายชำระที่ไม่สะอาด หัวสายชำระนี่และที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคมาก เพราะฉะนั้นทิชชู่เช็ดดีที่สุด กลับบ้านจึงรีบล้างทำความสะอาด

4. เลือกใช้สบู่ล้างมือที่มาจากภาชนะที่ปิดสนิท แบบใช้แล้วทิ้ง บรรจุภัณฑ์สะอาด

5. ใช้กระดาษเช็ดมือแบบใช้แล้วทิ้ง มากกว่าผ้าขนหนูเช็ดมือ รวมทั้งเครื่องเป่ามือ

11 สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังขาดวิตามิน

11 สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังขาดวิตามิน

1. ผิวแห้ง หยาบกร้าน
หากคุณรู้สึกว่าผิวของคุณแห้ง และหยาบกร้านขึ้น ถึงแม้ว่าคุณจะบำรุงด้วยครีมแล้วก็ตาม แสดงว่าร่างกายคุณกำลังขาดวิตามินหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น วิตามินเอ ที่ช่วยทำให้เซลล์ผิวหนังแข็งแรงขึ้นและรักษาสภาพเยื่อบุผิว ส่วนวิตามินซีและอี ชวยในเรื่องของการสร้างคอลลาเจน เพื่อบำรุงผิวพรรณ และช่วยรักษาแผลสด

2. นอนไม่หลับ
ร่างกายของคุณอาจมีระดับแมกนีเซียมต่ำ เพราะแมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญ ในการช่วยคลายความเครียด ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ทำให้คุณสามารถนอนหลับได้ง่ายขึ้น

3. อ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดกล้ามเนื้อและข้อ
อาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดกล้ามเนื้อและข้อ เพราะเนื้อเยื่อประสานในร่างกายกำลังผิดปกติ ทำให้เห็นชัดว่าคุณกำลังขาดวิตามินซี ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจนที่เป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อประสาน หากคุณขาดวิตามินซีอย่างรุนแรง อาจทำให้คุณมีเลือดออกตามไรฟัน เข้าสู่ภาวะโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการขาด พบจุดจ้ำเลือดตามผิวหนัง เหงือกร่น และฟันหลุด ร่วมได้

4. กล้ามเนื้อหดเกร็ง ขากระตุก เป็นตะคริวบ่อย ๆ
การที่มีโพแทสเซียมต่ำ อาจทำให้เกิดตะคริวได้ และร่างกายต้องการแคลเซียมในการสร้างกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ อาจหมายความว่าร่างกายมีระดับแคลเซียมที่ลดต่ำลง เพราะแคลเซียมมีส่วนช่วยในการตอบสนองของกล้ามเนื้อและเซลล์ประสาท เมื่อแคลเซียมลดลง จะทำให้เซลล์เหล่านี้ถูกกระตุ้นได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดการหดตัว แข็งเกร็ง และเป็นตะคริวได้

5. เลือดกำเดาไหลได้ง่าย เลือดหยุดไหลยาก
นอกจากเลือดกำเดาไหล หากรุนแรงมากอาจทำให้คุณ มีเลือดออกในทางเดินอาหาร และมีจุดจ้ำเลือดที่บริเวณผิวหนัง ที่เป็นเช่นนี้ เพราะคุณกำลังขาดวิตามินเค ซึ่งมีส่วนช่วยในกระบวนการทำให้เลือดแข็งตัว
6. สิว
นอกจากการล้างหน้าไม่สะอาด การเผชิญมลภาวะ การที่ไม่บำรุงผิว หรือไม่ดูแลผิวหน้าให้ดีจะทำให้เกิดสิวแล้ว การขาด วิตามินเอ หรือ วิตามินดี ก็สามารถทำให้เกิดตุ่มคล้ายสิวขึ้นได้เช่นกัน เพราะวิตามินเอ มีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดสิว ลดจุดด่างดำบนในหน้า และลดการอักเสบของสิวได้
7. ผมร่วง
ภาวะการขาด สังกะสี อาจเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เกิดอาการผมร่วง ผมบาง ได้ เนื่องจากสังกะสี เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต การสร้างเนื้อเยื่อ รวมถึงการแบ่งตัวของเซลล์รากผมด้วย

8. โรคปากนกกระจอก
โรคปากนกกระจอก เป็นโรคที่สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย และสามารถหายได้เองภายในระยะเวลาสั้น ๆ แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำอีกได้ โดยผู้ที่เป็นโรคนี้ สาเหตุของโรค คือ กำลังอยู่ในภาวะขาดวิตามินบี โดยเฉพาะ วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 และ วิตามินบี 12 รวมถึงการขาดแร่ธาตุสังกะสี และธาตุเหล็ก ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง มีภูมิต้านทานต่ำ

9. ปวดชาบริเวณปลายมือ และ เท้า
ร่างกายขาดวิตามิน บี 1 วิตามินบี 6 และวิตามิน บี 12 มักจะทำให้เกิดอาการปวดชาบริเวณปลายมือปลายเท้า โดยวิตามินบี 1 และวิตามินบี 6 ช่วยสร้างสารสื่อประสาท และการส่งสัญญาณประสาท ส่วนวิตามินบี 12 นั้น เกี่ยวข้องกับการสร้างเยื่อไมอิลิน ที่ทำหน้าที่ช่วยส่งสัญญาณกระแสประสาท การขาดวิตามินเหล่านี้ จึงจะทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติ ปวด หรือชาบริเวณเส้นประสาทรอบนอก หรือปลายมือปลายเท้าได้

10. เล็บเปราะ
เมื่อร่างกายของคุณมีธาตุเหล็กต่ำ ร่างกายบางส่วนจะเริ่มแสดงความอ่อนแอ ออกมาในรูปแบบของเล็บที่เปราะ ผู้ที่เสี่ยงมีธาตุเหล็กในร่างกายต่ำ คือ ผู้หญิงที่มีอาการประจำเดือนมามากผิดปกติ และ ผู้ที่ทานมังสาวิรัต เพราะร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กที่มากับเนื้อสัตว์ได้ดีที่สุด ดังนั้นจึงนิยมทานผัก เช่น ผักโขม หรือถั่วลูกไก่ ร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กเข้าสู่ร่างกาย

11. กระดูกเปราะ กระดูกหักง่าย
ร่างกายขาดแคลเซียม เพราะเมื่ออายุ 30 ปี ไปแล้ว ร่างกายของเราจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการดูดซึมแคลเซียมไป ทำให้อาจมีความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกบาง ภาวะกระดูกพรุน และกระดูกหัก เนื่องจากมวลกระดูกลดลงนั่นเอง

วิธีรักษาโรคไต การผ่าตัด และวิธีดูแลตัวเอง

หากคุณกำลังป่วยเป็นโรคไต และกำลังกังวลมาก อย่าพึ่งคิดมากเลยค่ะ เพราะวันนี้เรามีคำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาโรคไต การผ่าตัด และวิธีรักษา อย่ารอช้าเลยค่ะ เราไปดูกันเลยดีกว่า

วิธีรักษาโรคไต

สำหรับการรักษาในวงการแพทย์เรามีวิธีการรักษาผู้ป่วยไตวาย ให้มีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ วิธีรักษาโรคไตวายเรื้อรังมี 3 วิธี ได้แก่

  • การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
  • การล้างช่องท้องด้วยน้ำยา
  • การผ่าตัดเปลี่ยนไต ซึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนไตเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุด

เมื่อไรถึงควรผ่าตัดเปลี่ยนไต?
วิธีการรักษาไต หนึ่งในวิธีที่ต้องทำเลย คือ การผ่าตัดเปลี่ยนไต ซึ่งในอาการของระยะแรกที่แสดงว่าไตของเรากำลังจะเข้าสู่สภาวะเริ่มเสื่อม ในระยะนี้จะไม่มีอาการให้เรารู้ หรือเห็นถึงความผิดปกติ ทั้งนี้ผู้ป่วยจะไม่เคยรู้หรือไม่รู้สึกว่าตัวเองมีความผิดปกติเกิดขึ้น เพราะส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มรู้ตัวแล้วไปตรวจหรือจะเกิดอาการก็ต่อเมื่อไตเสื่อมไปแล้วกว่า 80% คราวนี้เมื่อถึงระยะนี้แล้ว วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นการผ่าตัดเปลี่ยนไต เพราะจะสามารถทดแทนไตเดิมได้เหมือนปกติ โดยระดับของไตที่เสื่อมลง สามารถวัดได้จากการตรวจของแพทย์เท่านั้น

วิธีผ่าตัดเปลี่ยนไต
การผ่าตัดเปลี่ยนไตทำได้ 2 วิธี คือ

  1. การผ่าตัดเปลี่ยนไตโดยไตที่ได้จะมาจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตสมองตาย ซึ่งขณะที่ผู้เสียชีวิตยังมีชีวิตอยู่ได้ได้ทำการยื่นแสดงความจำนงที่จะต้องการบริจาคอวัยวะให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทยไว้ หรืออีกหนึ่งกรณี คือ ถึงแม้ผู้เสียชีวิตไม่ได้เคยยื่นแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะมาก่อน แต่ถ้าครอบครัวเห็นสมควรและมีความต้องการที่จะบริจาคอวัยวะของผู้เสียชีวิต ก็สามารถยื่นแสดงความจำนงต่อศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย แทนผู้เสียชีวิตได้
  2. การผ่าตัดเปลี่ยนไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิต โดยได้ไตมาจากความเต็มใจของญาติพี่น้องร่วมสายโลหิต หรือจากคู่สมรส กรณีที่เป็นผู้บริจาคไตที่เป็นญาติพี่น้อง กฎหมายของประเทศไทยกำหนดว่าต้องมีการพิสูจน์ความสัมพันธ์กันทางสายเลือดก่อน ส่วนคู่สมรสที่จะบริจาคไตให้กันได้ ต้องจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายมาอย่างน้อย 3 ปี หรือต้องมีบุตรด้วยกันที่สามารถตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ของคู่สมรสได้

วิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโรคไตวาย

  • ต้องพยายามควบคุมอาการของโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง อ้วน ให้ร่างกายอยู่ในภาวะปกติโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นควบคุมทางอาหารการกิน หรือพฤติกรรมต่างๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการควบคุม
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ห้ามรับประทานอาหารที่อาจจะส่งผล หรือเสี่ยงที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการของโรค หรือเสี่ยงที่จะเป็นโรคไต
  • ลดอาหารที่มีไขมันสูง ลดอาหารจำพวกแป้ง ลดอาหารเค็มจัด
  • ทานผักผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อเสริมวิตามินต่างๆ ให้แก่ร่างกาย
  • เลือกรับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว
  • ทานเนื้อปลา
  • ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์มาตรฐาน
  • งดสูบบุหรี่และงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ตรวจเช็คร่างกาย ตรวจเบาหวาน ความดัน รวมถึงไขมันในเลือด

ทั้งนี้เราควรที่จะรู้เพื่อให้เข้าใจและเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาสุขภาพให้มากๆ รวมถึงต้องมีการป้องกันและการตรวจสุขภาพเพื่อรู้ให้เท่าทันสุขภาพของเราไว้แต่เนิ่นๆ อย่างสม่ำเสมอ ก็จะเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายได้อย่างดี

“ไมโครพลาสติก” ในน้ำดื่ม มีความเสี่ยงมากแค่ไหน

องค์การอนามัยโลกหรือ WHO (World Health Organization) จัดทำรายงานชิ้นแรกที่เกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพจากมวลพลาสติกขนาดเล็ก หรือไมโครพลาสติก ซึ่งถูกพบได้ตามแม่น้ำ ทะเลสาบ แหล่งน้ำทิ้ง หรือแม้กระทั่งในน้ำดื่มของมนุษย์

ผลการวิจัยพบว่า หากมนุษย์ดื่มน้ำที่มีมวลพลาสติกขนาดเล็กเข้าไป อันตรายที่มีต่อสุขภาพจะอยู่ในระดับต่ำ

บรูซ กอร์ดอน ผู้ประสานงานแห่งฝ่าย Water, Sanitation and Health ขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า เมื่อร่างกายรับไมโครพลาสติกเข้าสู่ระบบย่อยอาหาร ส่วนใหญ่ของมวลพลาสติกเหล่านั้นจะไม่ถูกดูดซึมสู่ร่างกายมนุษย์

เขากล่าวว่า มวลพลาสติกขนาดจิ๋วในน้ำจากขวดน้ำดื่ม จะถูกพบมากกว่าในน้ำประปาเล็กน้อย และบางส่วนที่พบในน้ำขวดมาจากฝาปิด และจากกระบวนการผลิตขวด

การศึกษาชิ้นนี้ระบุด้วยว่า หากกระบวนการบำบัดน้ำเสียทำได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดปริมาณไมโครพลาสติกลงได้อย่างมาก

เจนนิเฟอร์ เดอ ฟร็องซ์ ผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า ประชากรจำนวนมากในโลกไม่สามารถเข้าถึงระบบบำบัดน้ำเสียที่มีคุณภาพดีพอ เธอกล่าวว่า ทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์จากการที่มีระบบบำบัดน้ำเสียที่ดี และหากสามารถลดปริมาณมวลสารขนาดเล็กได้ ก็จะมีส่วนช่วยลดเชื้อโรคขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ด้วย

องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ควรมีการศึกษามากขึ้นถึงผลกระทบจากมวลพลาสติกขนาดเล็กต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

WHO แนะนำตามข้อมูลปัจจุบันว่า ควรมีการกำจัดหรือลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กและสารเคมีที่สร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่นเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของ โรคท้องร่วง

รู้จักตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

ตับอ่อนเป็นอวัยวะที่อยู่ด้านหลังกระเพาะอาหารใกล้กับลำไส้เล็กส่วนต้น มีหน้าที่ช่วยย่อยอาหารและคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งหนึ่งในโรคเกี่ยวกับตับอ่อนที่เปรียบเสมือนภัยเงียบรอวันแสดงอาการ แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้คือ ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โดยพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงและมีความรุนแรงแตกต่างกันออกไป สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การรักษาโดยเร็วที่สุดและดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรค

รู้จักตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน (acute pancreatitis) คือ ภาวะที่ตับอ่อนเกิดการอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน โดยเป็นการอักเสบที่บริเวณเซลล์ของตับอ่อน เกิดขึ้นจากการที่น้ำย่อยในตับอ่อนไหลผ่านท่อของตับอ่อนไม่ได้ ทำให้น้ำย่อยย่อยเนื้อเยื่อตับอ่อนแทนจึงทำให้เกิดการอักเสบขึ้น โดยจะเป็นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ปกติอาการจะดีขึ้นหลังเข้ารับการรักษากับแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญใน 1 – 2 สัปดาห์ แต่ในกรณีที่รุนแรงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาได้

อาการบอกโรค
อาการที่บ่งบอกว่าเป็นตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่

  • ปวดบริเวณกลางหน้าท้องรุนแรงและเฉียบพลัน
  • ปวดนานตั้งแต่ 10 นาทีจนถึงชั่วโมง
  • ปวดร้าวลงไปบริเวณกลางหลัง
  • คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง
  • มีไข้ ทั้งไข้สูงและต่ำ
  • กดแล้วเจ็บท้อง แต่ท้องไม่แข็ง
  • หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว
  • ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

ตัวการของโรค
สาเหตุหลักของโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่

  • การดื่มแอลกอฮอล์ ปริมาณมาก ติดต่อกันนาน ส่วนใหญ่ดื่มมากกว่า 50 กรัมต่อวัน ไม่น้อยกว่า 5 ปี พบมากถึง 25 – 35%
  • นิ่วในถุงน้ำดี (gallstone) พบมากถึง 40 – 70% มักเกิดจากนิ่วที่หลุดออกมาจากถุงน้ำดีและมีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร
  • สาเหตุอื่น ๆ เช่น ระดับแคลเซียมในเลือดสูง ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ยาชนิดต่าง ๆ เนื้องอกตับอ่อน โรคตับอ่อนที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

ประเภทตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  • ตับอ่อนอักเสบบวมน้ำ (interstitial edematous pancreatitis) พบมากในผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โดยเนื้อตับอ่อนจะบวม มีการสะสมของสารน้ำรอบตับอ่อน
  • ตับอ่อนอักเสบที่มีเนื้อตาย (necrotizing pancreatitis) พบได้ประมาณ 5 – 10% โดยมีเนื้อตายของตับอ่อนจากการที่เลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอและมีเนื้อตายรอบตับอ่อน ส่วนใหญ่จะเกิดร่วมกัน แต่อาจเกิดลักษณะใดลักษณะหนึ่งได้แต่ค่อนข้างน้อย

ความรุนแรงของโรค
โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน สามารถแบ่งตามความรุนแรงของโรคได้ดังนี้

  • ตับอ่อนอักเสบเล็กน้อย (mild acute pancreatitis) ในกลุ่มนี้ไม่มีภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่ (local complication) และภาวะแทรกซ้อนที่เป็นระบบ (systemic complication)
  • ตับอ่อนอักเสบรุนแรงปานกลาง (moderately severe acute pancreatitis) หมายถึง การมีภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่ (local complication) และภาวะแทรกซ้อนที่เป็นระบบ (systemic complication) ที่มีภาวะการทำงานของอวัยวะล้มเหลว (organ failure) ที่มีอาการดีขึ้นใน 48 ชั่วโมง
  • ตับอ่อนอักเสบรุนแรงมาก (severe acute pancreatitis) หมายถึง การมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นระบบ (systemic complication) ที่มีภาวะการทำงานของอวัยวะล้มเหลว (organ failure) ที่มีอาการมากกว่า 48 ชั่วโมง

การตรวจวินิจฉัย
การตรวจวินิจฉัยตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันสามารถทำได้โดย

  • ซักประวัติ
  • ตรวจร่างกายโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ
  • ตรวจทางห้องปฏิบัติการทั่วไป เช่น ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจการทำงานของตับ ตรวจระดับน้ำตาล ตรวจระดับแคลเซียม ตรวจไตรกลีเซอไรด์
  • เจาะเลือดตรวจหาเอนไซม์อะไมเลส (amylase) และไลเปส (lipase) โดยตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันจะพบเอนไซม์อะไมเลสที่มีค่าสูงขึ้นภายใน 6 – 12 ชั่วโมง ส่วนค่าของไลเปสในเลือดจะสูงขึ้นตั้งแต่วันแรกของการอักเสบ
  • การอัลตราซาวนด์ (ultrasound)
  • ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
  • การส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (ERCP)

การรักษาตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันมักมีความรุนแรงเล็กน้อยจึงมักหายได้หลังการรักษากับแพทย์เฉพาะทางภายใน 1 – 2 สัปดาห์ มีเพียงส่วนน้อยที่อยู่ในระดับที่รุนแรงปานกลางและรุนแรงมาก ซึ่งแพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาตามความเหมาะสม

โดยการรักษามีหลายวิธี ได้แก่

  • การให้ยาแก้ปวดแบบที่ไม่ใช่มอร์ฟีน
  • การใส่สายยางเข้าเส้นเลือดดำเพื่อประเมินน้ำในร่างกาย
  • ลดการทำงานของตับอ่อน ด้วยการงดน้ำ งดอาหาร ดูดน้ำย่อยกระเพาะอาหารออก การให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ (ถ้ามีความรุนแรงเล็กน้อยอาจให้ทานอาหารทางปากได้บ้างเมื่ออาการปวดท้องทุเลาลง)
  • การป้องกันภาวะแทรกซ้อนหรือรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรง แพทย์จะต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด
  • การผ่าตัดผ่านกล้องนิ่วในถุงนํ้าดี มีเพียงส่วนน้อย ซึ่งมาจากโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันที่มีสาเหตุจากนิ่วในถุงน้ำดี
  • การผ่าตัดตับอ่อน ในกรณีที่ผู้ป่วยอาการหนักร่วมกับมีภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่ เช่น มีเนื้อตายหรือมีการติดเชื้อร่วมด้วย ถ้ารักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น อาจต้องทำการใส่ท่อระบายบริเวณที่มีปัญหาและถ้ายังไม่ดีขึ้นอาจต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อเอาเนื้อตายของบริเวณตับอ่อนออก (pancreatic necrosectomy)

ป้องกันได้แค่ใส่ใจตับอ่อน
การป้องกันโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันทำได้โดยการดูแลตับอ่อนให้แข็งแรง งดดื่มแอลกอฮอล์ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากมีนิ่วในถุงน้ำดีควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการรักษาที่ถูกต้องโดยเร็วที่สุด

SERGIS สมุนไพรที่ใครๆก็ชื่นชอบ

เว็บ SERGIS เป็นเว็บสำหรับสมุนไพรที่เอาไว้บำรุงเกี่ยวกับตับโดยเฉพาะ ซึ่งสมุนไพรนี้เป็นสมุนไพรที่เป็นที่ยอมรับของคนทุกคน

โรคตับเราอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วแต่ใครจะรู้บ้างไหมว่าโรคตับจริงๆแล้วร้ายแรงถึงขั้นสามารถฆ่าชีวิตของคนเราได้เลยนะ

หลายๆคนคงเคยได้ยินเรื่องโรคมะเร็งตับ เป็นโรคที่เรียกได้ว่าตัวการฆ่าชีวิตของคนไทยเป็นอันดับหนึ่งเลย คนไทยตายด้วยโรคนี้มากกว่ามะเร็งอื่นๆหากเปลี่ยนเทียบกันแล้วเยอะกว่าโรคทั่วไปอย่างไข้หวัดก็ว่าได้โดยจะเป็นมากในผู้ชาย และถ้าในผู้หญิงโรคมะเร็งตับนั้นจัดว่าเป็นโรคร้ายแรงสำหรับผู้หญิงอยู่อันดับสี่ หรือ อันดับห้ารองลงมาจากมะเร็งเต้านม ถามยอดที่โรคตับค่อยจัดการคนทั่วไปนั้นเยอะขนาดไหนประมาณตัวเลขได้ถึงสิบล้านคนหรือห้าล้านมากกว่าจังหวัดกรุงเทพที่เราอาศัยกันอยู่นั้นเอง

อันนี้เฉพาะในคนไทย แต่หากเรานับเป็นจำนวนทั่วโลกที่โรคตับฆ่าไปนั้น ให้เราประมาณเราหรือเปลี่ยนเทียบเอา นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศษได้ทำการวิเคราะ หรือ วิจัยโดยนำเอาคน 12 คน เปรียบเหมือนกับ 120 ล้านคนมายืนเรียงกัน เพื่อตรวจดูว่าโรคไหนจะพบมาที่สุด คุณเชื่อไหมว่า ใน 12 คนนั้น มีคนที่เป็นโรคตับอยู่ 1 ถึง 2 คน นั้นแปลได้ว่า โรคตับนั้นเป็นโรคที่อันตราร้ายแรงเลยก็ว่าได้ ที่ทั่วโลกยอมรับและกำลังป้องกันโรคนี้กันอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ เราจึงขอเตือนให้คุณต้องควรตระหนักกันได้แล้วว่าโรคตับนั้นเป็นโรคที่ร้ายแรงและ เราควรดูแลตับของเรานั้นให้ดีที่สุด เพราะเราอาจจะเป็นเหยื่อ หนึ่งในสิบล้านคนที่โรคตับฆ่าไปก็เป็นได้