วิธีรักษาโรคไต การผ่าตัด และวิธีดูแลตัวเอง

หากคุณกำลังป่วยเป็นโรคไต และกำลังกังวลมาก อย่าพึ่งคิดมากเลยค่ะ เพราะวันนี้เรามีคำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาโรคไต การผ่าตัด และวิธีรักษา อย่ารอช้าเลยค่ะ เราไปดูกันเลยดีกว่า

วิธีรักษาโรคไต

สำหรับการรักษาในวงการแพทย์เรามีวิธีการรักษาผู้ป่วยไตวาย ให้มีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ วิธีรักษาโรคไตวายเรื้อรังมี 3 วิธี ได้แก่

  • การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
  • การล้างช่องท้องด้วยน้ำยา
  • การผ่าตัดเปลี่ยนไต ซึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนไตเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุด

เมื่อไรถึงควรผ่าตัดเปลี่ยนไต?
วิธีการรักษาไต หนึ่งในวิธีที่ต้องทำเลย คือ การผ่าตัดเปลี่ยนไต ซึ่งในอาการของระยะแรกที่แสดงว่าไตของเรากำลังจะเข้าสู่สภาวะเริ่มเสื่อม ในระยะนี้จะไม่มีอาการให้เรารู้ หรือเห็นถึงความผิดปกติ ทั้งนี้ผู้ป่วยจะไม่เคยรู้หรือไม่รู้สึกว่าตัวเองมีความผิดปกติเกิดขึ้น เพราะส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มรู้ตัวแล้วไปตรวจหรือจะเกิดอาการก็ต่อเมื่อไตเสื่อมไปแล้วกว่า 80% คราวนี้เมื่อถึงระยะนี้แล้ว วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นการผ่าตัดเปลี่ยนไต เพราะจะสามารถทดแทนไตเดิมได้เหมือนปกติ โดยระดับของไตที่เสื่อมลง สามารถวัดได้จากการตรวจของแพทย์เท่านั้น

วิธีผ่าตัดเปลี่ยนไต
การผ่าตัดเปลี่ยนไตทำได้ 2 วิธี คือ

  1. การผ่าตัดเปลี่ยนไตโดยไตที่ได้จะมาจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตสมองตาย ซึ่งขณะที่ผู้เสียชีวิตยังมีชีวิตอยู่ได้ได้ทำการยื่นแสดงความจำนงที่จะต้องการบริจาคอวัยวะให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทยไว้ หรืออีกหนึ่งกรณี คือ ถึงแม้ผู้เสียชีวิตไม่ได้เคยยื่นแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะมาก่อน แต่ถ้าครอบครัวเห็นสมควรและมีความต้องการที่จะบริจาคอวัยวะของผู้เสียชีวิต ก็สามารถยื่นแสดงความจำนงต่อศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย แทนผู้เสียชีวิตได้
  2. การผ่าตัดเปลี่ยนไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิต โดยได้ไตมาจากความเต็มใจของญาติพี่น้องร่วมสายโลหิต หรือจากคู่สมรส กรณีที่เป็นผู้บริจาคไตที่เป็นญาติพี่น้อง กฎหมายของประเทศไทยกำหนดว่าต้องมีการพิสูจน์ความสัมพันธ์กันทางสายเลือดก่อน ส่วนคู่สมรสที่จะบริจาคไตให้กันได้ ต้องจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายมาอย่างน้อย 3 ปี หรือต้องมีบุตรด้วยกันที่สามารถตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ของคู่สมรสได้

วิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโรคไตวาย

  • ต้องพยายามควบคุมอาการของโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง อ้วน ให้ร่างกายอยู่ในภาวะปกติโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นควบคุมทางอาหารการกิน หรือพฤติกรรมต่างๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการควบคุม
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ห้ามรับประทานอาหารที่อาจจะส่งผล หรือเสี่ยงที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการของโรค หรือเสี่ยงที่จะเป็นโรคไต
  • ลดอาหารที่มีไขมันสูง ลดอาหารจำพวกแป้ง ลดอาหารเค็มจัด
  • ทานผักผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อเสริมวิตามินต่างๆ ให้แก่ร่างกาย
  • เลือกรับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว
  • ทานเนื้อปลา
  • ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์มาตรฐาน
  • งดสูบบุหรี่และงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ตรวจเช็คร่างกาย ตรวจเบาหวาน ความดัน รวมถึงไขมันในเลือด

ทั้งนี้เราควรที่จะรู้เพื่อให้เข้าใจและเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาสุขภาพให้มากๆ รวมถึงต้องมีการป้องกันและการตรวจสุขภาพเพื่อรู้ให้เท่าทันสุขภาพของเราไว้แต่เนิ่นๆ อย่างสม่ำเสมอ ก็จะเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายได้อย่างดี

“ไมโครพลาสติก” ในน้ำดื่ม มีความเสี่ยงมากแค่ไหน

องค์การอนามัยโลกหรือ WHO (World Health Organization) จัดทำรายงานชิ้นแรกที่เกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพจากมวลพลาสติกขนาดเล็ก หรือไมโครพลาสติก ซึ่งถูกพบได้ตามแม่น้ำ ทะเลสาบ แหล่งน้ำทิ้ง หรือแม้กระทั่งในน้ำดื่มของมนุษย์

ผลการวิจัยพบว่า หากมนุษย์ดื่มน้ำที่มีมวลพลาสติกขนาดเล็กเข้าไป อันตรายที่มีต่อสุขภาพจะอยู่ในระดับต่ำ

บรูซ กอร์ดอน ผู้ประสานงานแห่งฝ่าย Water, Sanitation and Health ขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า เมื่อร่างกายรับไมโครพลาสติกเข้าสู่ระบบย่อยอาหาร ส่วนใหญ่ของมวลพลาสติกเหล่านั้นจะไม่ถูกดูดซึมสู่ร่างกายมนุษย์

เขากล่าวว่า มวลพลาสติกขนาดจิ๋วในน้ำจากขวดน้ำดื่ม จะถูกพบมากกว่าในน้ำประปาเล็กน้อย และบางส่วนที่พบในน้ำขวดมาจากฝาปิด และจากกระบวนการผลิตขวด

การศึกษาชิ้นนี้ระบุด้วยว่า หากกระบวนการบำบัดน้ำเสียทำได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดปริมาณไมโครพลาสติกลงได้อย่างมาก

เจนนิเฟอร์ เดอ ฟร็องซ์ ผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า ประชากรจำนวนมากในโลกไม่สามารถเข้าถึงระบบบำบัดน้ำเสียที่มีคุณภาพดีพอ เธอกล่าวว่า ทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์จากการที่มีระบบบำบัดน้ำเสียที่ดี และหากสามารถลดปริมาณมวลสารขนาดเล็กได้ ก็จะมีส่วนช่วยลดเชื้อโรคขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ด้วย

องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ควรมีการศึกษามากขึ้นถึงผลกระทบจากมวลพลาสติกขนาดเล็กต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

WHO แนะนำตามข้อมูลปัจจุบันว่า ควรมีการกำจัดหรือลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กและสารเคมีที่สร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่นเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของ โรคท้องร่วง

รู้จักตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

ตับอ่อนเป็นอวัยวะที่อยู่ด้านหลังกระเพาะอาหารใกล้กับลำไส้เล็กส่วนต้น มีหน้าที่ช่วยย่อยอาหารและคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งหนึ่งในโรคเกี่ยวกับตับอ่อนที่เปรียบเสมือนภัยเงียบรอวันแสดงอาการ แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้คือ ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โดยพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงและมีความรุนแรงแตกต่างกันออกไป สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การรักษาโดยเร็วที่สุดและดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรค

รู้จักตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน (acute pancreatitis) คือ ภาวะที่ตับอ่อนเกิดการอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน โดยเป็นการอักเสบที่บริเวณเซลล์ของตับอ่อน เกิดขึ้นจากการที่น้ำย่อยในตับอ่อนไหลผ่านท่อของตับอ่อนไม่ได้ ทำให้น้ำย่อยย่อยเนื้อเยื่อตับอ่อนแทนจึงทำให้เกิดการอักเสบขึ้น โดยจะเป็นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ปกติอาการจะดีขึ้นหลังเข้ารับการรักษากับแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญใน 1 – 2 สัปดาห์ แต่ในกรณีที่รุนแรงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาได้

อาการบอกโรค
อาการที่บ่งบอกว่าเป็นตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่

  • ปวดบริเวณกลางหน้าท้องรุนแรงและเฉียบพลัน
  • ปวดนานตั้งแต่ 10 นาทีจนถึงชั่วโมง
  • ปวดร้าวลงไปบริเวณกลางหลัง
  • คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง
  • มีไข้ ทั้งไข้สูงและต่ำ
  • กดแล้วเจ็บท้อง แต่ท้องไม่แข็ง
  • หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว
  • ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

ตัวการของโรค
สาเหตุหลักของโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่

  • การดื่มแอลกอฮอล์ ปริมาณมาก ติดต่อกันนาน ส่วนใหญ่ดื่มมากกว่า 50 กรัมต่อวัน ไม่น้อยกว่า 5 ปี พบมากถึง 25 – 35%
  • นิ่วในถุงน้ำดี (gallstone) พบมากถึง 40 – 70% มักเกิดจากนิ่วที่หลุดออกมาจากถุงน้ำดีและมีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร
  • สาเหตุอื่น ๆ เช่น ระดับแคลเซียมในเลือดสูง ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ยาชนิดต่าง ๆ เนื้องอกตับอ่อน โรคตับอ่อนที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

ประเภทตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  • ตับอ่อนอักเสบบวมน้ำ (interstitial edematous pancreatitis) พบมากในผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โดยเนื้อตับอ่อนจะบวม มีการสะสมของสารน้ำรอบตับอ่อน
  • ตับอ่อนอักเสบที่มีเนื้อตาย (necrotizing pancreatitis) พบได้ประมาณ 5 – 10% โดยมีเนื้อตายของตับอ่อนจากการที่เลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอและมีเนื้อตายรอบตับอ่อน ส่วนใหญ่จะเกิดร่วมกัน แต่อาจเกิดลักษณะใดลักษณะหนึ่งได้แต่ค่อนข้างน้อย

ความรุนแรงของโรค
โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน สามารถแบ่งตามความรุนแรงของโรคได้ดังนี้

  • ตับอ่อนอักเสบเล็กน้อย (mild acute pancreatitis) ในกลุ่มนี้ไม่มีภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่ (local complication) และภาวะแทรกซ้อนที่เป็นระบบ (systemic complication)
  • ตับอ่อนอักเสบรุนแรงปานกลาง (moderately severe acute pancreatitis) หมายถึง การมีภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่ (local complication) และภาวะแทรกซ้อนที่เป็นระบบ (systemic complication) ที่มีภาวะการทำงานของอวัยวะล้มเหลว (organ failure) ที่มีอาการดีขึ้นใน 48 ชั่วโมง
  • ตับอ่อนอักเสบรุนแรงมาก (severe acute pancreatitis) หมายถึง การมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นระบบ (systemic complication) ที่มีภาวะการทำงานของอวัยวะล้มเหลว (organ failure) ที่มีอาการมากกว่า 48 ชั่วโมง

การตรวจวินิจฉัย
การตรวจวินิจฉัยตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันสามารถทำได้โดย

  • ซักประวัติ
  • ตรวจร่างกายโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ
  • ตรวจทางห้องปฏิบัติการทั่วไป เช่น ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจการทำงานของตับ ตรวจระดับน้ำตาล ตรวจระดับแคลเซียม ตรวจไตรกลีเซอไรด์
  • เจาะเลือดตรวจหาเอนไซม์อะไมเลส (amylase) และไลเปส (lipase) โดยตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันจะพบเอนไซม์อะไมเลสที่มีค่าสูงขึ้นภายใน 6 – 12 ชั่วโมง ส่วนค่าของไลเปสในเลือดจะสูงขึ้นตั้งแต่วันแรกของการอักเสบ
  • การอัลตราซาวนด์ (ultrasound)
  • ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
  • การส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (ERCP)

การรักษาตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันมักมีความรุนแรงเล็กน้อยจึงมักหายได้หลังการรักษากับแพทย์เฉพาะทางภายใน 1 – 2 สัปดาห์ มีเพียงส่วนน้อยที่อยู่ในระดับที่รุนแรงปานกลางและรุนแรงมาก ซึ่งแพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาตามความเหมาะสม

โดยการรักษามีหลายวิธี ได้แก่

  • การให้ยาแก้ปวดแบบที่ไม่ใช่มอร์ฟีน
  • การใส่สายยางเข้าเส้นเลือดดำเพื่อประเมินน้ำในร่างกาย
  • ลดการทำงานของตับอ่อน ด้วยการงดน้ำ งดอาหาร ดูดน้ำย่อยกระเพาะอาหารออก การให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ (ถ้ามีความรุนแรงเล็กน้อยอาจให้ทานอาหารทางปากได้บ้างเมื่ออาการปวดท้องทุเลาลง)
  • การป้องกันภาวะแทรกซ้อนหรือรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรง แพทย์จะต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด
  • การผ่าตัดผ่านกล้องนิ่วในถุงนํ้าดี มีเพียงส่วนน้อย ซึ่งมาจากโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันที่มีสาเหตุจากนิ่วในถุงน้ำดี
  • การผ่าตัดตับอ่อน ในกรณีที่ผู้ป่วยอาการหนักร่วมกับมีภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่ เช่น มีเนื้อตายหรือมีการติดเชื้อร่วมด้วย ถ้ารักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น อาจต้องทำการใส่ท่อระบายบริเวณที่มีปัญหาและถ้ายังไม่ดีขึ้นอาจต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อเอาเนื้อตายของบริเวณตับอ่อนออก (pancreatic necrosectomy)

ป้องกันได้แค่ใส่ใจตับอ่อน
การป้องกันโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันทำได้โดยการดูแลตับอ่อนให้แข็งแรง งดดื่มแอลกอฮอล์ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากมีนิ่วในถุงน้ำดีควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการรักษาที่ถูกต้องโดยเร็วที่สุด

SERGIS สมุนไพรที่ใครๆก็ชื่นชอบ

เว็บ SERGIS เป็นเว็บสำหรับสมุนไพรที่เอาไว้บำรุงเกี่ยวกับตับโดยเฉพาะ ซึ่งสมุนไพรนี้เป็นสมุนไพรที่เป็นที่ยอมรับของคนทุกคน

โรคตับเราอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วแต่ใครจะรู้บ้างไหมว่าโรคตับจริงๆแล้วร้ายแรงถึงขั้นสามารถฆ่าชีวิตของคนเราได้เลยนะ

หลายๆคนคงเคยได้ยินเรื่องโรคมะเร็งตับ เป็นโรคที่เรียกได้ว่าตัวการฆ่าชีวิตของคนไทยเป็นอันดับหนึ่งเลย คนไทยตายด้วยโรคนี้มากกว่ามะเร็งอื่นๆหากเปลี่ยนเทียบกันแล้วเยอะกว่าโรคทั่วไปอย่างไข้หวัดก็ว่าได้โดยจะเป็นมากในผู้ชาย และถ้าในผู้หญิงโรคมะเร็งตับนั้นจัดว่าเป็นโรคร้ายแรงสำหรับผู้หญิงอยู่อันดับสี่ หรือ อันดับห้ารองลงมาจากมะเร็งเต้านม ถามยอดที่โรคตับค่อยจัดการคนทั่วไปนั้นเยอะขนาดไหนประมาณตัวเลขได้ถึงสิบล้านคนหรือห้าล้านมากกว่าจังหวัดกรุงเทพที่เราอาศัยกันอยู่นั้นเอง

อันนี้เฉพาะในคนไทย แต่หากเรานับเป็นจำนวนทั่วโลกที่โรคตับฆ่าไปนั้น ให้เราประมาณเราหรือเปลี่ยนเทียบเอา นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศษได้ทำการวิเคราะ หรือ วิจัยโดยนำเอาคน 12 คน เปรียบเหมือนกับ 120 ล้านคนมายืนเรียงกัน เพื่อตรวจดูว่าโรคไหนจะพบมาที่สุด คุณเชื่อไหมว่า ใน 12 คนนั้น มีคนที่เป็นโรคตับอยู่ 1 ถึง 2 คน นั้นแปลได้ว่า โรคตับนั้นเป็นโรคที่อันตราร้ายแรงเลยก็ว่าได้ ที่ทั่วโลกยอมรับและกำลังป้องกันโรคนี้กันอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ เราจึงขอเตือนให้คุณต้องควรตระหนักกันได้แล้วว่าโรคตับนั้นเป็นโรคที่ร้ายแรงและ เราควรดูแลตับของเรานั้นให้ดีที่สุด เพราะเราอาจจะเป็นเหยื่อ หนึ่งในสิบล้านคนที่โรคตับฆ่าไปก็เป็นได้